ชื่อแบรนด์ คือองค์ประกอบแรกที่ต้องคิดให้เยอะ

Tags

, , , ,

12 componentsbrand.001.jpeg

#ในบรรดาองค์ประกอบของเรื่องแบรนด์ 12 อย่าง
ข้อที่ผมให้ความสำคัญอย่างมากก็คือชื่อแบรนด์
ชื่อแบรนด์ คือหน้าต่างบานแรก
ชื่อบ่งบอกทุกอย่าง
ตั้งแต่ ความหมาย เสียงที่เปล่ง
เมื่อลูกค้าได้ยิน เกิดปฏิกริยาแบบไหน
และชื่อบางชื่อ สามารถกำหนดอารมณ์ความรู้สึกลูกค้าได้เลย
จะให้รักหรือเกลียด สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ชื่อแบรนด์

หลักๆที่เอาไว้ คิดตอนตั้งชื่อสำหรับผมมีดังนี้

1.ต้องความหมายคือหมายความว่า มันมีเรื่องราวซ่อนอยู่ จะดีมาก
2.จำง่าย ชื่อ หนึ่งถึงสามพยางค์ เลยเป็นอะไรที่คนคิดชื่อแบรนด์มักจะคิดมากที่สุด
3.อยากเรียกอีกเรื่อยๆ ชื่อแบรนด์อย่าง โคคาโคล่า ไนกี้ แอปเปิ้ล โฟลค์ เราจะรู้สึกไม่ติดลบกับชื่อเหล่านี้เลย
ดังนั้น เวลาตั้งชื่อให้ลองคิดถึงเสียงที่ออก รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อชื่อนั้นๆว่าเราโอเคมั้ยเวลาเรียก
4.ไม่สร้างความสับสนในประเภทสินค้า ควรระมัดระวังเรื่องการมีประเภทสินค้าอื่นอยู่ในชื่อแบรนด์เราเช่น มีคำว่าเห็ดสดในชื่อแบรนด์ทั้งที่ขายกาแฟ  อย่างนี้งงเอาเรื่อง!!!! (มันเคยมีจริงๆนะครับ)
5.ไม่ส่อไปในทางลบหรือผิดกฏหมาย แน่นอน ถ้าชื่อมันมีความส่อไม่ดี คุณต้องเปลี่ยนทันทีเลยล่ะ
6.เป็นชื่อที่จะไม่เชยในอีกห้าปีอย่างน้อย อันนี้อาจจะพุดยาก แต่ง่ายๆคือ อะไรที่มันฮิตมากๆตอนนี้ ให้คุณระวังไว้ว่ามันอาจจะกลายเป็นเชยมากๆในปีต่อไป
7.เราสามารถเอาชื่อมาจดโดเมนได้ เชคโดเมนเนมก่อนเลยว่าชื่อนี่จด .com ได้หรือไม่

ในส่วน Component อื่นๆเด่วมาเล่าให้ฟังคราวต่อไปนะครับ
คิดว่าอาจจะเอาไปสอนใน BrandingdIY รอบวันที่12 มีค ใครสนใจ
ตามไปฟังกันนะครับ #brandingDIY
http://brandingdiythailand.com/courses#workshop
==============================

Smart city แบบสิงคโปร์ ที่เมืองไทยต้องศึกษา

Tags

, , , , ,

เมื่อสิงคโปร์กำลังจะพัฒนาเมืองไปสู่ Smart city

สำหรับเมืองเล็กๆแต่ติดอันดับรำ่รวยต้นๆของโลกอย่าง #Singapore

เขาบอกว่าคำอย่าง Smart city ไม่ใช่แค่เพียงคำสวยๆ

หรือการทำการตลาดเท่ๆ แต่มันมีความหมายที่มากกว่านั้น

1.ทำไมการเป็น Smart city จึงสำคัญ

การเป็น Smart city มีสิ่งที่ก้าวไปพร้อมกับ เทคโนโลยี่

นั่นก็คือการยกระดับธุรกิจและผู้คนทที่จะต้องพร้อมกับอนาคต

ที่มีมากกว่าแค่ความสามารถ แต่ยังรวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์

และการสร้างทำสิ่งใหม่ๆ ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกเก่าได้

ชีวิตดีขึ้น สะดวกขึ้น งานที่ดีขึ้น สังคมลดเรื่องความเสืยงในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ

มีความมั่นคงในเรื่องสถานะภาพ ความเป็นเมืองที่อำนวยต่อคน

โปรเจคนี้ ใช้เวลาในการสร้าง 10-20 ปี เพื่อลดความเสี่ยง

ของงานที่อาจจะหายไปกับอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ

เป้าประสงค์แรกของสิงคโปร์ ก็เพื่อให้เกิดเรื่องของการจ้างงานต่อคนในประเทศ

รวมไปถงคุณภาพชีวิต และสังคมที่ยกระดับ

2.คุณค่าต่อผู้คนในการวางแผนเมือง

Dr vivian มีความเชื่อว่า ผู้คนในยุคต่อไปมีความต้องการที่จะมีตัวตนทางสังคมมากขึ้น

และเขาก็มีความเชื่อว่า เทคโนโลยี่ไม่ว่าจะเป็น Skype youtube facebook หรืออื่นๆ

ได้เปลี่ยนแปลงผู้คนไปแล้วทั่วโลก และในความเป็นจริง เทคโนโลยี่เหล่านี้ก็ได้เปลี่ยนโลก

และความคิดของผู้คนอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่เขาต้องการทำในระดับพื้นฐานสำคัญก็คือ พัฒนาระบบการเดินทางขนาดใหญ่ เพื่อลดเวลาในการเดินทาง และให้บริการ ไวไฟ ฟรีในที่สาธารณะเพื่อเพิ่มการเชื่อมโยงและสร้างสมรรถนะ

ของการใช้ประโยชน์จากโลกอินเตอร์เนต เพราะเขาเชื่อว่าคนสิงคโปร์จะได้ประโยชน์

และเข้าถึงข้อมูลที่มีประโยชน์ได้มากกว่า

3.Smart Healthcare ที่ให้บริการอย่างปลอดภัย

สิ่งสำคัญของเขา มี 3 ข้อคือ ทำให้ ถูกกว่า เข้าถึงง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า สิ่งที่ปลอดภัยมากกว่า

ไม่ใช่แค่ในโรงพยาบาล แต่ยังหมายไปถึงบ้าน คุณหมอสามารถให้คำปรึกษาได้รวดเร็วเข้าถึง

การตรวจวัดร่างกายหรือ นำ้ตาลในเลือดสามารถมีเครื่องตรวจได้เลย

ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างง่าย โดยสามารถทำได้ที่บ้านตัวเอง

โดยที่คุณสามารถบอกตัวตนของคุณได้โดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาสวมรอยคุณ

(เพราะปรกติ Medical record นั้นถือเป็นความลับของแต่ละบุคคล) โดยมีระบบ

Sync pass ที่จะรักษาตัวตนของคุณ โดยที่เราจะมีระบบป้องกันข้อมูลนี้

ดร. วิเวียนพูดว่า เรื่องนี้เหมือนเหรียญสองด้านที่อาจจะทำไม่ได้เลยถ้าระบบ ป้องกันภัยไม่เจ๋งพอ

4.กฏของ มัวร์ จะทำต้นทุนทุกอย่างถูกลงในการสร้าง Smart city

ด้วยกฏเกณฑ์ของอุตสาหกรรมแบบ Digital นั้น ในทุกๆ 18 เดือนบ่งบอกถึง

การเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงราคาก็เช่นกัน เขาเชื่อว่า ในอนาคต

สิ่งที่ยังทำไม่ได้หลายอย่างในตอนนี้ด้วยปัจจัยเรื่องของราคา อาจะไม่ใช่

ในอีก 18 เดือนข้างหน้า และนั่นคือสิ่งที่เขาจะต้องเตรียมเสียแต่วันนี้

(สมเป็นชาติแห่งการวางแผนเสียจริงๆ) และในมุมของการลงทุน

แบบ public investment หรือการลทุนแบบสาธารณะ 18 เดือนไม่ใช่เรื่อง

ที่ยาวนานเลย

5.เมืองที่รถยนต์ที่ไม่มีคนขับ

เขาเชื่อว่า ณ ปัจจุบัน หลายบริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยี่ เกี่ยวกับรถยนต์วิ่งได้เอง

ปัจจัยสำคัญก็คือ นโยบายของการเกื้อหนุนต่อการใช้รถยนต์แบบนี้ การประกันภัยรถ

กฏหมายต่างๆที่รับผิดชอบต่อเรื่องนี้ บริษัทร่วมทุน เราไม่จำเป็นสร้างรถด้วยตนเอง

แต่เราจะเป็นประเทศที่เป็นต้นแบบในการใช้พาหนะแบบนี้ที่สวยงามที่สุดในโลก

และเป็นการยกระดับเมือง เขาเชื่อว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้จริง

และสามารถพัฒนาให้เป็นระบบขนส่งสาธาณะ (บ้านเราแทกซี่จะทำไงวะ!!!)

6.การเชื่อมโยง Smart city

เขาไม่เชื่อว่า การเป็นเมืองแบบ Smart city จะถูกแยกออกไป เขาเชื่อว่า

นี่คือส่วนหนึ่งของการเป็น Partner ของทั้งโลก เมื่อสิ่งที่น่าสนใจที่เราฝันไว้เกิดขึ้น

เราพัฒนา เราทดสอบ เราปรับปรุง เราสร้างสิ่งประดิษฐต้นแบบ ทั้งหมดที่ว่ามา เราต้องการ

network ทั้งสิ้น ที่จะเชื่อโยง Smart city กับ ความรู้ ทุกอย่างจะถูกเชื่องโยงกัน

ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การเปลี่ยนถ่ายสู่สิ่งที่ดีกว่า ไปทั่วโลก

และสิ่งที่สำคัญ เขาก็เชื่อว่าเมืองเล็กๆอย่างสิงคโปร์นั้น จะไม่ได้อยู่อย่างเดียวดาย

แต่จะติดต่อกับคนทั้งโลกsmartcity.jpg

วิดีโอที่เล่าเรื่องจากปาก ดร.วิเวียน

http://www.hitachi.co.th/eng/social-innovation/startupmycity/building_a_citizen.html?WT.mc_id=16ThEnAs-taboolaStartUpMyCityBuild

เมืองไทยเราได้บรรจุ เรื่องของ Smart city อยู่ในโครงการที่ชื่อ eec หรือการพัฒนาเขตเศรษฐกิจให้เป็นเมืองใหม่ในอีก 15 ปีข้างหน้าโดยรัฐบาลเป็นผู้ลงทุนมากกว่า 1.5 ล้านล้านบาท

http://www.ieat.go.th/assets/uploads/attachment/file/20160708160444903104049.pdf

และนี่เป็นบางส่วนจาก Smartcity ของบ้านเรา

http://www.sipa.or.th/th/article/phuket-smart-city-first-step-thailand-40

เอิ่ม มองดูแล้ว มันคงต้องทำอะไรอีกหลายอย่างเลย สำหรับคำว่า thailand 4.0

ธุรกิจที่ยั่งยืน ต้องสามารถเริ่มต้นเองได้ตั้งแต่ศูนย์

Tags

, , , ,

starttosmart

สิ่งหนึ่งที่จะเป็นปัญหาของกิจการใหม่ๆ หรือ Startup,SME เมืองไทยก็คือ

ธุรกิจที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยตัวเองตั้งแต่ R&D

หมายความว่า เป็นส่วนที่ต้องไปพึ่งพาการเร่ิมต้นของคนอื่น

แล้วตัวเองก็ค่อยเอามาทำการตลาด

.

ทำให้ความหลากหลายและความคิดสร้างสรรค์ที่ควรจะเกิดจากตัวสินค้าทำได้ไม่มาก

รวมถึงการที่ต้องสูญเสียความเป็น originality ของสินค้าไป

.

สิ่งที่จะเป็นสิ่งที่สำคัญของการเดินแต้มต่อนั้น

อยู่ที่การเร่ิมต้นของการสร้าง innovative สินค้า

.

หมายความว่า ถ้าธุรกิจ เริ่มจาก 0 ถึง 10

.

0-1 คือ เรื่องเทคโนโลยี่การผลิต ต้นทางที่สำคัญที่สุด

แต่ต้นทาง เรายังต้องพึ่งเขา

เราก็โตยากแต่เวลาต่อๆไป

.

ผมเองได้มีโอกาสมาพูด Workshop และ มาแชร์เรื่องแบรนด์

ซึ่งก็เป็นส่วนที่อยู่ในลำดับกลางๆแล้ว

แต่มันมีส่วนนึงที่สำคัญก่อนจะเริ่มสร้างแบรนด์ก็คือ

.

ทำไมคุณถึงเลือกทำธุรกิจนี้

มันให้ประโยชน์ยังไง หรือถ้ามันทำเงินได้เยอะอย่างเดียว

คุณแน่ใจแล้วหรอ ว่ามันจะให้คุณได้เยอะแบบนี้จริงๆ

แล้ววันนึงถ้ามันไม่ให้เยอะอีกแล้ว คุณจะยังทำมันอีกมั้ย

สมมุติว่า โลกธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงในอีกสองปี

.

แต่ถ้าคุณสามารถหาคำตอบเหล่านี้ได้

ว่าคุณค่าของสิ่งที่คุณทำนั้น มันมีอยู่จริง

เพราะมันคือสิ่งที่มนุษย์ต้องได้พึ่งพา

ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้

ยิ่งทรงคุณค่ามาก ยิ่งแข็งแรงมาก

นั่นคือ คุณกำลังค้นพบการเป็นอยู่ของแบรนด์คุณ

ที่มันกำลังแสดงให้เห็นว่ามันจะอยู่ได้ยาวนาน

และสิ่งนี้คือต้นทางของธุรกิจ

============

เมื่อคุณค่ามา ธุรกิจจึงเกิด

และคุณค่าจะเดินหาช่องทางการซื้อขาย

ด้วยวิธีทางทางการตลาด

ไม่ว่า ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดอะไรขึ้น

===========

#starttosmart

ไม่เคยมีคำว่าดีที่สุด มีแต่คำว่าดีกว่าในโลกธุรกิจ

Tags

, , , , ,

better one word.001.jpeg

เรื่องต่อไปนี้ เป็นเรื่องสมมุติ

ในวันนึงที่ผมได้ ซื้อรองเท้าวิ่งรุ่นที่ใหม่ที่สุด

แต่เนื่องจากว่ายังไม่มีโอกาสได้วิ่งมากนัก

ทำให้ก็ยังไม่มีโอกาสได้ใส่

จากวันนั้น ผ่านมาเกือบแปดเดือน

ผมก็ได้มีโอกาสมีเวลาเหมาะๆ

ผมหยิบรองเท้าที่ใหม่ล่าสุดของผมออกมา

ด้วยเทคโนโลยี่ที่รองเท้ารุ่นนี้บอกไว้

ว่าสามารถเกาะพื้นได้ดีและเบา

ทันทีที่ผมมาถึงสนามวิ่ง

รองเท้าที่ผมคิดว่าใหม่มากๆสำหรับผม

กลายเป็นรองเท้าที่เชยไปทันที เมื่อเทียบกับเพื่อนนักวิ่งคนอื่น

==================

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกกับคุณทุกคนว่า

ในบางครั้ง เราเคยมั่นใจในสิ่งที่เรามี ว่าดีที่สุด

แต่เพียงแค่เวลาผ่านไป มันก็เปลี่ยนไปเสียแล้ว

สิ่งที่เคยดีที่สุด ต่างมีเวลาเป็นปัจจัย

ตัวอย่างที่ โหดสุด ก็คือ โนเกีย

สิ่งที่โนเกีย ล้มเหลว ก็คือ

การยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ

โดยไม่ได้ลงไปดูกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ว่าเวลาที่ผ่าน คู่แข่งและเทคโนโลยี่

ได้วิ่งไปรวดเร็วแค่ไหน

เพราะลูกค้านั่น ต้องการแต่สิ่งที่ดีกว่า

และใครที่ทำได้ดีกว่า

ก็คือผู้ชนะ

เพราะจริงๆแล้ว ไม่เคยมีสิ่งที่ดีที่สุด

ต่อให้วันนี้คุณบอกว่าคุณดีที่สุด

แต่ก็จะมีคนที่ดีกว่า เกิดขึ้นมาเสมอ

โปรดอย่าได้โปรด ยึดมั่นหรือเชื่อกับสิ่งใด

แม้นว่า วันนี้ สิ่งที่คุณมี มันอาจจะเคยเป็นจุดแข็ง

กับธุรกิจของคุณ แต่วันข้างหน้า ย่อมเปลี่ยนแปลง

เพราะการแข่งขัน โดยเฉพาะเวลา

ไม่เคยปราณีใคร #consistency

===========================

5 สิ่งที่พึงกระทำ

1.สร้างระบบการพัฒนาปรับปรุงในสินค้าและแบรนด์เสมอ

2.มีการทำตัวเป็นนักสืบกับคู่แข่งของคุณว่าทำอะไรกัน

3.ใส่ใจกับการแก้ปัญหาที่เล็กๆน้อย ในวันนี้ที่สินค้าหรือแบรนด์ยังทำไม่ได้

4.มองหาคนเก่ง หรือเทคนิคใหม่ๆเพื่อต่อยอด

5.ใช้ความรู้จากวงการอื่นมาเติมในวงการสินค้า หรืออุตสาหกรรของเรา

ปรากฏการณ์หน้ากากร้องเพลง The mask singer

Tags

,

C3qlE_BUYAAv_Yb.jpg

ปรากฏการณ์ The mask singer ที่เรตติ้งแซงช่องละคร

แสดงให้เห็นความน่าสนใจบางอย่าง

1.คนเริ่มให้ความสนใจกับการแข่งขันที่ให้ความสนุก เพราะเกิดอาการลุ้น

และคาดเดาไม่ได้

2.รายการเอารูปแบบมาจากรายการเกาหลี ซึ่ง อาศัยการดัดแปลงมาจาก

ที่มีส่วนผสมของหลายๆรูปแบบที่คนมีให้ความนิยมจากกระแสโลก

จาก The voice ที่มีช่วง Blind Audition ที่ให้หันหลัง ถูก

ดัดแปลงมาเป็น ใส่หน้ากาก และนำวิธีการ battle ของ The voice มาใช้เป็นกลไกหลัก

แล้วเพิ่ม commentator ให้มากขึ้น หลากหลายขึ้น

3.การวางบุคลิกของ หน้ากากที่เข้าประกวด โดยเน้นตั้งแต่ บทโต้ตอบกับ เหล่า กรรมการทั้งหลาย

รวมไปถึงลูกล่อลูกชนแบบรายการตลกอย่างมีชั้นเชิง

4.การเลือกนักแสดงที่เป็นหน้ากากต่างๆ ทำได้ดี น่าสนใจ เป็นจุดที่สำคัญที่สุดให้คนเกิดอาการเดา

มาดูกันต่อไป Workpoint จะสร้างรายการที่เป็น Top rating ได้อีกหรือไม่

maxresdefault-2

ตั้งชื่อแบรนด์ให้ดีจะมีชัยไปกว่าครึ่ง

Tags

, , , ,

brandname2.001.jpeg

  1. ชื่อ 1-2 พยางค์ ดีที่สุด เพราะมันเรียกง่าย (Facebook,twitter,google)
  2. เป็นชื่อที่บ่งบอกประเภทสินค้าได้ หรือ ลักษณะแบรนด์ได้ จะดีมาก (BurgerKing)
  3. ถ้าไม่ได้ ให้หาชื่อของจุดเด่นแบรนด์มาตั้งเช่น (Grab,Lego หรือ
  4. การตั้งชื่อ มันมียุคสมัยของการใช้คำและภาษา ยิ่งเป็นแบรนด์แฟชั่น จำเป็นต้องคิดให้ดี (หลายๆแบรนด์ปรับชื่อให้เข้ากับสมัยมากขึ้น เช่น Samsung และ โดยเฉพาะ Personal brand ทั้งหลาย)
  5. ถ้าแบรนด์ขายต่างประเทศ กรุณาเชคความหมายในแต่ละประเทศด้วย ว่าอัปมงคงในบ้านเมืองเขาหรือไม่ (หลายแบรนด์ไทยต้องมาแก้ใหม่เพราะออกเสียงเป็นคำสบทหรือคำหยาบ)
  6. การเอานามสกุล เมืองเกิด สถานที่ที่ประทับใจ เป็นเรื่องดี แต่อย่าให้สับสนกับชื่อเมืองที่มีอยู่แล้วละกัน (Cisco มาจากชื่อย่อของเมือง Sanfrancisco)
  7. หลายๆคนชอบไปเอาภาษาต่างประเทศมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ ก็เป็นไอเดียที่ใช้กัน ยิ่งถ้ามีความหมายความนัยก็ยิ่งดูเก๋ ดูน่าสนใจมากขึ้น(เช่น Nike มาจากภาษละติน)
  8. บางคนชอบผสมคำใหม่ๆ สร้างคำใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ และทำให้เกิดการเรียกชื่อแบรนด์นั้นๆเป็นชื่อเฉพาะ (Starbucks)
  9. คำย่อกลายเป็นชื่อแบรนด์ก็มีเยอะ (Cnn,HBO,)
  10. ถ้ามีสินค้าแบรนด์เยอะ หรือ Sub brand การทำแบบมีนามสกุลเดียวกัน อย่าง the voice เช่น บอยเดอะว้อยส์ ตี๋ เดอะว้อยส์ (คือทุกคนเดอะว้อยส์ทั้งสิ้น)เป็นการสร้างทั้ง แบรนด์สินค้าและแบรนด์องค์กรให้เกิดชื่อเสียงในเวลาเดียวกัน

การตั้งชื่อแบรนด์จึงมีความสำคัญ คนจะอยากเรียกไม่อยากเรียกก็ตรงชื่อนี่แหล่ะ จำได้ไม่ได้ก็จากชื่อ จะให้ความรู้สึกศรัทธา รู้สึกรัก รู้สึกตลก รู้สึกน่ารัก น่าเกรงขาม หรือรู้สึกขยะแขยง เริ่มต้นจากชื่อทั้งสิ้น

ใช้เวลากับการตั้งชื่อสักนิด ถ้าคิดไม่ออกก็ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ (ไม่ต้องพระก็ได้นะ)

5 ขั้นตอนของการวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การสื่อสารแบรนด์กลยุทธ์ให้แบรนด์แตกต่าง

Tags

, , , , ,

brand-differentieate-001

 

brand-differentieate-002

1.การวิเคราะห์ การมองหา คู่แข่ง เป็นเรื่องสำคัญต่อการทำธุรกิจ เพราะจะทำให้เราสามารถกลับมาทำการ วิเคราะห์ ที่ตัวเรา

ลำดับแรกคือ การจัดให้ถูก ว่า ใครคือ direct competitor และใคร คือ indirect

โดยหลักการ การหาคู่เทียบ ของเรา ควรจะเทียบที่อยุ่ในตลาด แต่ระดับราคาเดียวกับเราเป็นหลัก และควรจะต้องเป็นคู่แข่งที่เหนือกว่าเรา เพื่อให้เราได้เอื้อมตาม 

คู่แข่งที่เป็น indirect competitor ก้มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เช่น เราอาจจะทำธุรกิจ ร้านอาหาร แต่ จริงๆ แล้ว อาหารแข่แข็ง ก้ถือเป็นคู่แข่งสำคัญทางอ้อม ที่ทำให้คนไม่เข้าร้านกลับมาที่เรืองการ วิเคราะห์ สิ่งที่สำคัญอีกเรื่อง คือ จุดเด่น จุดด้อย

ในกรณีที่เราเป็น sme ต้องยอมรับว่าเราต้องเลือกเรื่องที่เป็นจุดเด่น และนอมบางเรื่องให้เป็น จุดด้อย เพราะเราไม่สามารถ ทำทุกเรื่องได้

==========================================================================

brand-differentieate-003

2.เขียนข้อเด่น 1  2 3 เพื่อให้รู้ว่าเรามีอะไรที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อดึงศักยภาพของเรา เรียงตามจุดเด่นของเราเลยว่าเรื่องไหนเจ๋งสุด

==========================================================================

brand-differentieate-004

3. และเขียนข้อ ด้อย 1 2 3 และเอามา ชั่ง น้ำหนัก ว่าจะจัดการเรื่องอะไรก่อนหลัง ก็เป็นวิธีการนึงที่สำคัญของการสร้างแบรนด์ให้มีแนวทางกลยุทธ์เพราะคุณไม่มีเงิน  เวลา และทีม ที่จะทำให้ทุกอย่างกลายเป็นจุดเด่นได้ทั้งหมด

เราไม่สามารถ ทำทุกจุดเด่นได้ และเราก้ไม่สามารถลบจุดด้อยของเราได้ทั้งหมด แต่เราต้องรู้ เรื่องเด่นของเราจำเป็นต่อธุรกิจเราหรือไม่และต้องรุ้ว่าข้อด้อยของเรามากที่สุด รบกวนธุรกิจของเรามากแค่ไหน

==========================================================================

brand-differentieate-005

4.ลูกค้าที่ต้องการความแข็งแกร่งของแบรนด์เรานั้นเป็นลูกค้าแบบไหน  เช่น brand ของ Organic garden ที่เคยมาเรียนกับผม จุดที่เขาแข็งแกร่งอย่างมากคือ การคัดของ organic ที่ดีที่สุดในโลก ดังนั้น คนที่ชอบของ ออแกนิคเวลาซื้อของขากแบรนด์นี้การันตีได้เลยเรื่องของเกรด A

==========================================================================

brand-differentieate-006

5.อยากให้ลูกค้าเลือกแบรนด์ของเรา ต้องทำอย่างไร  อันนี้คือข้อที่ยากที่สุด แต่บางครั้งก้ไม่ได้หมายความว่าต้องซับซ้อน

คุณสามารถใช้ความจริงใจ+ความแข็งแกร่งของ Brand คุณนำเสนอให้คนเข้าใจด้วยการ Live แต่ต้องไม่ยัดเยียด

ให้การบอกคุณค่านี้อยู่ในอัตราส่วนที่พอดี และผสมกับบุคลิกที่คุณเป็น เช่น สนุกสนาน ตลก หรือ วิชาการ

แบรนด์ สามารถสร้างคุณค่าในตัวมันเองได้ แต่มันต้องอยู่ในบริบทของการทำธุรกิจ ซึ่งจะก่อให้เกิดคำว่า คุณค่าของแบรนด์อย่างแท้จริง ซึ่งการจะทำแบรนด์ให้ได้ดี ต้องเข้าใจธุรกิจควบคู่กันไป

creditpict:https://pixabay.com

======================================================================

3 ข้อใหญ่ของแบรนด์ประสบการณ์ที่ต้องมี

Tags

, ,

ในการทำแบรนด์ประสบการณ์เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนระยะยาว  ผมมี 3 ข้อใหญ่ที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆbrand experience.001.jpeg

Brand Position

ถ้าคุณไม่สามารถหาความแตกต่างของแบรนด์คุณได้อีกต่อไป แล้วใครจะซื้อสินค้าคุณ

การตัดสินใจซื้อของลูกค้ามักจะมาจาก 3ปัจจัยหลักๆ ที่มีอิทธิพลก้คือ ราคา  บริการ และ การแสดงออก

ของแบรนด์ 

แต่ในปัจจุบัน สิ่งที่เริ่มเข้ามาเป็นปัจจัยอีกข้อก้คือ ความสัมพันธ์

และยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์ที่สร้างความสัมพันธ์ได้ดีเยี่ยม มักจะเป็นผู้ชนะใจลูกค้าในท้ายที่สุด

ดังนั้นการหาคุณค่าของแบรนด์ที่ไม่เหมือนใคร จะต้องกำหนดให้ชัดเจน เสียก่อน เพื่อนำไปสู่การสร้างลูกค้าในตลาดของคุณเองในอนาคต และสิ่งที่สำคัญก็คือ พัฒนาสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์เพื่อทำให้เกิด การผูกพันในระยะยาว

Brand relation

4 ขั้นตอนต่อการขับเคลื่อนให้เกิด ความสัมพันธ์ก็คือ

1สามารถบอกตัวตนของแบรนด์ได้ (brand identity )

2แบรนดช่วยเหลือหรือได้แก้ปัญหาให้กับลูกค้า (helping)

3แบรนด์มีความหมายที่พิเศษบางอย่างต่อเขา (meaning)

4เขามีความรู้สึกที่ดีกว่าแบรนด์อื่นๆ เมื่อใช้แบรนด์คุณ (inspiring)

ถ้าคุณสามารถสร้าง4 ขั้นตอนนี้ได้ จะสามารถทำให้เกิด ความสัมพันธ์ระยะยาวต่อลูกค้า และพัฒนากลายเป็นเหมือนเพื่อน พี่น้องหรือ ญาติของคุณ

Brand intent

การสร้างให้แบรนด์มีทั้งสี่ ข้อ ต้องใช้ เรื่อง sensory มาเป็นตัวกำหนดการวางประสบการณ์ของแบรนด์กับลูกค้าให้ดี เพื่อให้เกิดความประทับใจแบบสุดได้

จุดเริ่มต้น ต้องมาจากความตั้งใจอย่างชัดเจน

เพราะถ้าแบรนด์เจตนาไม่ชัด ผู้รับสารจะไม่มีวันยินยอมให้คุณเข้าไปอยู่ในใจเด็ดขาด

เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งมีพลังมหาศาลต่อแบรนด์มากที่สุด

อย่าลืมว่า ถ้าการไม่ซื้อแบรนด์คุณมันเป็นเรื่องเหตุผลเช่น แพงไป ถูกไป เล็กไป ใหญ่ไป คุณยังหักล้างแก้ไขได้ง่าย

แต่ถ้าเมื่อไหร่ การไม่ซื้อของแบรนด์มาจากเรื่องของอารมณ์แล้วละก็ คุณเหนื่อยเลยทีเดียว

เรียบเรียงโดย 

Brandchatz

………………….

Source

Experiential MarketIng/Kerry smith/Danhanover

10 ข้อต่อการสร้าง Brand ในอนาคต

10 points for brand.001.jpeg

ผมมีความเชื่อต่อการไปของโลก Digital ที่จะ Disrupt หลายๆสิ่งที่เราคุ้นเคย

ดังนั้น ใน 10 ข้อของผมค่อนข้างจะเอียงไปในเรื่องของ Platform ซะมากนะครับ

ในเรื่องของการหา Social value หรือ พวก Economic Value เราสามารถหาดูได้ตาม

Board ที่บอกแบรนด์แบบไหน มูลค่าเท่าไหร่อยู่แล้ว แต่ผมให้ความสนใจแนวโน้มของแบรนด์ใหม่

และปัจจัยอะไรที่จะมีผลในการทำให้แบรนด์เหล่านี้เกิดขึ้นมาเป็นหลัก

กรอบของการมองที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ผมมีดังนี้

แนวคิดของ Brand ว่า เสียสละต่อส่วนรวมมั้ย ให้อะไรกับสังคมแค่ไหนนอกจากการทำกำไร

แนวทางการสร้างแบรนด์ในระยะยาว ที่ทำให้เกิด brand value และสามารถนำมาคิดเป็น Valuation

ยามเมื่อต้อง Funding ได้

การสร้างอัตลักษณ์ที่มีแนวโน้มเป็นการแก้ปัญหาให้คนได้จำนวนมากๆ สิ่งนี้จะเป้นจุดขับเคลื่อนหลัก

การเลือก Moodtoneและการ Design Direction ก็เป็นอีกเรื่องที่ brand มักจะสร้างอารมณ์ร่วมให้เกิดกับสาวก

  1. Brand ใหญ่ brand เล็กจะลงมาเล่นกันที่ online กันมากขึ้น

Trafficของการใช้พื้นที่ใน Feed จะมากันอย่างหนักหน่วง

การทำคอนเท้นท์ที่โดนกลุ่มเป้าหมายอย่างเข้าใจเท่านั้นจะทำให้

brand ได้โอกาสนั้นไปบนสงคราม online

2.แบรนด์ที่ทำประโยชน์และเปลี่ยนแปลงโลกจะกลายเป็น trend อย่างเช่น Tesla

ที่เปลี่ยนแปลงให้โลกสะอาดขึ้นด้วยการใช้พลังงานสะอาด Trend ของการเปลี่ยนสกุลเงิน

ก็ถือเป็นกระแสที่มาแรงรวมไปถึง trend ของการช่วยให้โลกมีความน่าอยู่ขึ้น

ด้วยการใช้เทคโนโลยี่ช่วยเหลือ จะเป็นการมาอย่างรุนแรงของ Brand ใหม่ๆ

3.Brand ที่ทำงานในรูปแบบเดิมๆจะถูกท้าทายจาก Disrupt business

คนรุ่นใหม่ๆในปัจจุบันต่างให้ความสนใจการทำ Platform ที่เป็น Startup กันมากขึ้น

สิ่งที่ตามมาก็คือ ไอเดียใหม่ๆจะหลั่งไหลเข้าสู่โลกของผู้ใช้สินค้าแทบทุกวัน

และแบรนด์เดิมถ้าไม่ขยับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง อาจจะถูกกลืนหายได้อย่าง่ายดาย

4. Digital  Branding Total solution การใช้ Platform ของ Digital จะมีบทบาทมากขึ้น

การที่คน 1 คน ลุกขึ้นมาทำ Personal brand และพัฒนาไปเป็น Product brand ด้วยการใช้

Facebook และ website ด้วยการมี Google analytic ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และอาจจะจบที่

Solution ของการทำ Application จะเป็นรูปแบบที่เราชินตา การ Live เป็น Fb จะเป็น

การทำ Brand communication รวมถึงการปิดการขายที่ดีที่สุด และรวมไปถึงการสร้าง

Network marketing กันแบบครบวงจรโดยแทบไม่ต้องออกจากบ้าน

  1. Brand communication with only one phone การเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี่จะเข้าถึงคนทุกระดั ด้วยมือถือ  เดี๋ยวนี้เราสามารถตัดต่อคอนเท้นท์ ซื้อของ ทำเวปไซท์ และอีกหลายๆอย่างได้ในในโทรศัพท์

โลกทั้งใบจะอยู่ในมือของทุกคนอย่างแท้จริง ยิ่งต่อไปสกุลเงินแบบดิจิตอล พร้อมใช้งานเมื่อไหร่

การเคลื่อนไหวทุกสิ่งทุกอย่างแทบจะไปอยู่ในมือถือทั้งสิ้น

6.Retro brand comeback แฟชั่นbrandแบบ retro จะยิ่งกลับมายิ่งโลกเคลื่อนไหวเร็วมากเท่าไหร่

กระแสการโหยหาความสุขแบบอดีตจะยิ่งวิ่งกลับมาเป็นเงาตามตัว

ในโลกของเสียงเพลง กระแสการฟังแผ่นเสียงหมุนกลับ

ในโลกของแฟชั่น การแต่งกายแบบ 80 กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

ในขณะที่ความงามแบบ minimal ตามหลอกหลอน

ความงามแบบที่เคยผ่านตาเรา ไม่ว่าจะเป็นยุค 60 70 80 หรือแม้แต่ 90 จะหวนคืน

มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ

7.Real content จะเป็น trend ของคอนเท้น สังเกตุได้ว่า Fb live คนจะให้ความสนใจ

การติดตามดู เกมกีฬาแบบสดๆมีคนดูมากขึ้นในแต่ละวัน รวมถึง

การ broadcast กิจกรรมแบบสดๆ ก็กลายเป็นความฮิต

ผู้คนเบื่อหน่ายความงามแบบปรุงแต่ง

ในขณะที่การรับรู้อะไรที่สดและจริง กลายเป็นความตื่นเต้น

อะไรที่ให้ความสด จริง และเร็วกว่า คนนั้นคือผู้ชนะ

8.ยุคของแบรนด์เกิดใหม่และดังอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น

เนื่องจากทุกคนสามารถเข้าถึงด้วยการกดสไลด์ เลื่อนถู

ดังนั้น เพียงแนวคิดที่แตกต่างมากๆ และสามารถตอบโจทย์สังคม

โดยให้ คุณค่าได้จริง จะกลายเป็น brand icon อย่างทันที

และอาจจะร่วงได้อย่างรวดเร็วหากสิ่งที่นำเสนอไม่ช่ของจริง

9.Authentic ก็ยังอยู่ได้เช่นกัน ในความหมายของผมคืออะไรที่เป็นเนื้อแท้

เช่น  ร้านอาหารที่อร่อยมากๆ แต่อาจจะซุกอยู่ที่ไหนสักแห่ง

หรือคุณลุงที่มีความสามารถสุดๆในการปลูกมะเดื่อที่ให้ผลผลิตที่ดีมาก

จะยังเป็นสิ่งที่อยู่ได้เสมอ หากของเหล่านั้นเป็นของที่พิสูจน์ได้ว่าจริง

10.สุดท้ายคือไม่มีสูตรสำเร็จต่อการสร้างแบรนด์ ผมอาจจะมี Case ต่างๆ ที่ทำมาเล่าให้ฟัง

มีขั้นตอนและวิธีการต่างๆ แต่ในความเป็นจริง ไม่มีสูตรไหนที่เหมาะตายตัว

สิ่งที่ดีที่สุดของแบรนด์ก็คือ การตั้งสมมุติฐานบนความสามารถของตัวเองแล้วทำตามนั้น

สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการทำ Research และรู้จักตัวคุณและลูกค้าให้มากพอ

การสร้างทีมด้วย Personal brand

Tags

, ,

personalbrand to corporate b.001.jpeg

ปัญหาของ SME ที่เป็นเรื่องใหญ่ๆอีกเรื่องคือ ทีมงาน

หลายคนเก่งมาก แต่ทำคนเดียว

ซึ่งตามปรกติ มักจะเป็นอย่างนั้น

เพราะข้อจำกัดเรื่อง งบประมาณ ส่วนใหญ่คิดแบบนั้น

แต่ถ้าเป็น SME ที่ฝันใหญ่ ต้องการเติบโต

ความคิดนี้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง

ต้องมีการที่เรียกว่า Disrupt กันเลยที่เดียว

ถ้าคุณมีแบรนด์ที่ดี สินค้าหรือบริการที่แก้ปัญหาให้ชาวโลกได้

คุณต้องหาคนเก่งมาร่วมงาน

เวลาที่มองหาคนทำงาน

ควรมองแบบ Partner

อย่าเพิ่งมองหาแต่ลูกน้อง

ยิ่งคุณมีคนที่เก่งกว่าคุณ มาทำงานกับคุณได้มากเท่าไหร่

คุณจะยิ่งมีโอกาสเติบใหญ่เท่านั้น

ในประสบการณ์ที่ผมเคยทำงานที่แกรมมี่

สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณไพบูลย์

ในทุกครั้งที่มีการติดต่อหรือต้องร่วมงานกับคนใหม่ๆ

ที่มีความสามารถและมีความตั้งใจที่จะเชิญเขามาช่วยงาน

คุณไพบูลย์จะเตรียมตัวและจัดเตรียมทุกอย่างอย่างดีมากๆ

ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การเลือกสถานที่พูดคุย

แบบไหนที่จะดูเหมาะสม รวมไปถึงเรื่องที่จะคุย

และรายละเอียดต่างๆ พร้อมกับสิ่งที่สำคัญก็คือ

มีบุคลิกที่เราจะรู้สึกประทับใจ และอยากร่วมงานมากๆ

เป็นการสร้างเสน่ห์ที่มาจากบุคลิกที่เหมาะสม

นอกเหนือไปจากการเตรียมตัวในด้านงานและอื่นๆ

ข้อสรุปของผม

คิดวิธีที่จะทำให้เขาอยากทำงานกับคุณ

ด้วย Personal brand บางอย่างที่น่าดึงดูดของคุณ

ด้วยความสามารถบางอย่างที่จะทำให้คนเก่งอย่างเขา

ต้องรู้สึกเสียดายมากๆ ถ้าไม่ได้ทำกะคุณ

นี่คือความสำคัญอย่างยิ่ง

ในการใช้ Personal brand ที่มีต่อ การสร้าง Corporate brand