Tags

, ,

s-l30020100406_s_elvis_23
 
เจอรรี่ ไวน์เทร้าท์ เป็นโปรโมเตอร์รุ่นหนุ่ม เขาได้มีโอกาสทำงานให้กับ เอลวิส เพรสลีย์
ซึ่งถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอาชีพของเจอรรี่เลยทีเดียว
เขาได้พูดคุยกับ เอลวิส ว่าเขาขอเป็นโปรโมเตอร์ทัวร์คอนเสิร์ต ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากคอนเสิร์ตนี้สำเร็จ
 
ชื่อเสียงของเขาจะโด่งดัง แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเขาพลาด เขาก็คงต้องจบอาชีพนี้
เพราะนอกจากเขาจะหมดเนื้อหมดตัว แต่ชื่อเสียงเขาก็คงเป็นที่กระฉ่อนในวงการและคงไม่มีใครยอมให้เขาโปรโมทอีกแน่ๆ
 
เอลวิสมีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวเท่านั้น ก็คือ “ผมไม่อยากเห็นเก้าอี้ว่างแม้แต่ตัวเดียวในการแสดงของผม”
.
ซึ่งก็ถือว่าเป็นของเสนอที่ไม่เลวนักสำหรับเจอร์รี่
.
ความจริงก่อนที่ทัวร์จะเริ่ม ตั๋วคอนเสิร์ตของรอบเย็นได้ขายหมดไปแล้ว
ทำให้เจอรรี่ ไวน์เทร้าท์ว่าถ้าเขาจะขายตั๋วคอนเสิร์ตรอบบ่ายก็น่าจะได้
ดังนั้น เขาจึงไปสั่งให้ผู้จัดการทำการโฆษณาสำหรับการแสดงแรกของตอนบ่าย
 
ในตอนเช้าของวันแสดง ได้แวะมาที่ออฟิศ เขาสังเกตุเห็นตั๋วเหลืออยู่ประมาณปึกนึงเกือบร้อยกว่าใบ
 
ผู้จัดการได้บอกกับเขาว่าที่ตั๋วขายไม่หมดเพราะมันเป็นโชว์ตอนบ่าย
ในสมองของเจอรรี่ แฟลชแบค ว๊าบกลับไปที่คำพูดของ
เอลวิสที่ได้พูดไว้กะเขาในตอนนั้นว่า
.
“ผมไม่อยากเห็นเก้าอี้ว่างแม้แต่ตัวเดียวในการแสดงของผม”
 
แต่ตอนนี้บัตรจำนวนเป็นร้อยใบ เหลืออยู่ตรงหน้าเขา
.
“ชิบ…ชีวิตกูจบเห่แน่แท้” เขาคิดพลางเหงื่อตกไป
 
หลังจากที่ได้คิดไตร่ตรอง เจอร์รี่ได้ตระหนักว่า
การขายบัตรให้เต็ม ไม่ใช่สิ่งที่ เอลวิส สรุปในประเด็น
.
ผมไม่อยากเห็นเก้าอี้ว่างแม้แต่ตัวเดียว…นั่นคือบทสรุปต่างหาก
คิดได้ดังนั้น เจอร์รี่ จึงตัดสินใจเอาเก้าอี้ที่ว่างอยู่ออกไป
และเมื่อถึงเวลาโชว์ เอลวิส ก็ไม่พบเก้าเอี้ที่ว่างในการแสดง แม้แต่ตัวเดียว
และคอนเสิร์ตนี้ ก็เป็นจุดเปลี่ยนทำให้ เจอรรี่
ได้กลายเป็น โปรโมเตอร์ระดับโลกในเวลาต่อมา
.
ในเวลาอีกหลายปีได้มีเหตุการณ์อีกเหตุการณ์นึงเกิดขึ้น
ก็คือเกิดการล่าหนังสัตว์ของสุนัขจิ้งจอกบริเวณทะเลอาร์คติก
ด้วยเหตุที่ขนมันนิ่มและฟูเหมาะกับการเอามาทำเสื้อโคัตทำให้มันจึงถูกฆ่าเป็นจำนวนมาก
สำหรับนักล่า วิธีการก็คือ จับจิ้งจอกทั้งหลายมา และฆ่าเพื่อถลกหนังเพื่อเอาไปขาย
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือหนังของเจ้าสัตว์ตัวนี้
ในเวลานั้น นักเคลื่อนไหวที่ต้องการให้กิจกรรมการฆ่านี้หยุดลง
แต่จะทำยังไง เพราะนักล่าเองก็มีจำนวนมากและนักล่าเหล่านี้ก็มีความเถื่อนใช้ได้
แต่บทสรุปของเรื่องนี้ อยู่ที่ ป้องกันไม่ให้จิ้งจอกเหล่านี้โดนถลก
ในที่สุด นักเคลื่อนไหวก็คิดได้ว่า ประเด็นมันไม่ได้อยู่ไปหยุดนักล่า
แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ เหล่าสัตว์พวกนี้ โดนถลกหนังต่างหาก
เมื่อชัดเจนในข้อสรุป วิธีการของเหล่านักเคลื่อนไหวที่ทำในตอนนั้น
ก็คือ เอาสปรย์พ่นลงที่ผิวหนังของพวกจิ้งจอก
กลุ่มนักเคลื่อนไหวได้ออกไปพร้อมกระป๋องสเปรย์เพื่อพ่นสีลงตามตัว
การพ่นลงบนตัวเจ้าจิ้งจอก ซึ่งพวกนี้ก็ไม่สนใจ เพราะเมื่อสีเหล่านี้แห้ง
มันก็แทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสีพวกนี้ติดอยู่ตามตัวของมัน
ด้วยวิธีการเหล่านี้ ทำให้จิ้งจอกสามารถรอดชีวิตจากล่าได้สำเร็จ
เพราะไม่มีนักล่าคนไหนสามารถเอาหนังสัตว์ที่เต็มไปด้วยสี เอามาขายได้ราคา
.
สองเรื่องของนี้ กำลังบอกเราบางอย่างให้เรานั้น อ่านโจทย์ให้แตก
เข้าใจบทสรุปของเรื่องโจทย์นั้น ให้ดีๆ
ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริง ไม่ได้มาจากการดิ้นรนหาคำตอบบนโจทย์ที่ไม่แตก
แต่ความคิดสร้างสรรค์คือการเข้าใจโจทย์อย่างชัดเจนและหาคำตอบที่แตกต่างออกไป
 
แปลและเรียบเรียงจาก Trott, Dave. One Plus One Equals Three: A Masterclass in Creative Thinking