ฟุตบอล เป็นเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ เป็นธุรกิจที่ผูกพันกับกีฬา วัฒนธรรม และเดี๋ยวนี้ มันเป็นเหมือนชีวิตของคนในหลายๆประเทศ
เมื่อมันเป็นธุรกิจ ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วน ทำให้ฟุตบอลที่ถูกพัฒนา มักเชื่อมโยงกับเงินทุน
ประเทศจีนได้พัฒนาลีกในประเทศ จนตอนนี้ ทีมกว่างโจวเอเวอรแกรนด์ กลายเป็นทีมหมายเลข 1 ของเอเชีย ด้วยการลงทุนต่อปีกว่า 2,500 ล้านบาท ด้วยมูลค่าการลงทุนขนาดนี้ จึงทำให้ จีนสามารถจ้างบุคคลากรในระดับเกรด A ของวงการฟุตบอลโลกได้ เริ่มตั้งแต่จ้างโค้ช ทีมงาน รวมถึงนักเตะ
หันมาดูบ้านเรา ทีมที่ลงทุนสูงที่สุดก็ยังเป็น บุรีรัมย์ ด้วยการลงทุนประมาณ ปีละ250 ล้านบาท จึงสมควรแล้วที่บุรีรัมย์จะมีโอกาสมากกว่าหลายทีม ถึงแม้ว่าการลงทุนจะไม่ใช่คำตอบเดียว แต่มันก้แทบจะเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนให้ธุรกิจฟุตบอลเดิน
สิ่งที่เราเห็นชัดๆก้คือ เมื่อมีการลงทุน ธุรกิจเกิดขึ้น ทำให้เราเห็นรายได้ของนักฟัตบอลเพิ่มขึ้น ตัวเลขของนักเตะที่ถูกพัฒนา ก้เพิ่มขึ้น ถึงแม่ว่าเกรด นักฟุตบอลที่จะขึ้นไปในระดับเอเชียเรายังมีอยู่น้อย เพียงแค่ 3-4คน แต่ในอนาคตถ้าลีคฟุตบอลยังพัฒนาต่อ ภายใน 10 ปี เราน่าจะมีนักฟุตบอลที่มีคัณภาพระดับเอเชีย ทั้งทีม ไม่ไกลเกินเอื้อม
แต่สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ความเป็นธุรกิจแบบยั่งยืนแท้จริงของวงการฟุตบอลไทยยังเป็นคำถาม
สิ่งที่เกิดขึ้นกับทีมเพื่อนตำรวจ ที่ค้างจ่ายเงินเดือน
ทีมสระบุรี ไม่มีเงินทำต่อ หรือทีมอย่างพัทยา ที่ขึ้นชั้นมาแล้ว เจ้าของทีมไม่มีเงิน สะท้อนถึง ความเป็นจริงที่ ทีมยังยืนไม่ได้จริงๆ
รายได้ตั๋วรวมถึง ค่าขายเสื้อ ยังไม่พอยาใส้ทีม
ผมในฐานะที่รู้จักพี่น้องหลายคนในวงการฟุตบอล
มักจะโดนถามนลอดว่ามีวิธีทางการตลาดอะไรบ้างที่ทำให้ฟุตบอลไทยไปได้
สิ่งหนึ่งที่ต้องสะท้อนกลับไปก็คือ การสร้างวัฒนธรรมการดูกีฬาและการจ่ายเงินเพื่อให้นักกีฬานั้น อยู่ได้
ผมอยู่ในวงการเพลงมาก่อน สิ่งที่แตกต่างก้คือ วัฒนธรรมบันเทิง คนเข้าใจ เห็นราคา และคุณค่า ถึงแม้ว่าจะไม่ทั้งหมด แต่ก้มีการยอมจ่ายเพื่อซื้อสิ่งเหล่านั้น มาสักระยะ
แต่สำหรับ วัฒนธรรมการจ่ายเงินเพื่อดูกีฬา ยังเป็นเรื่องใหม่ แต่ก็ถือว่าได้เริ่มแล้ว ทีมชั้นนำเริ่มสร้างคุณค่าของทีม สร้างตราสโมสร ให้มีความหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกไปยัง คนก้พร้อมที่จะยอมเสียตังค์มาดู ในวันเสาร์อาทิตย์
แต่เนื่องจากกีฬาฟุตบอลเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ ระดับ Mega project ทั้งการสร้างสนาม อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึง การสร้างคนเพื่อรองรับ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ นักลงทุน รายเล็ก ไม่สามารถเอื้อมถึงได้ และ ROI ของธุรกิจสโมสรฟุตบอล ก็ไม่สามารถจะมีตัวเลขให้นักลงทุนเดินเข้ามาเล่น ยกเว้นเพียงแต่ต้องการสร้างความนิยมของฐานคะแนนเสียงนักการเมือง และนำไปต่อยอดทำสิ่งอื่นต่อ
และการสร้างทีมฟุตบอลในระดับลีคเพื่อให้ยืนต่อจนเกิดวัฒนธรรมการการตลาดซื้อขายบัตร ในสุดสัปดาห์ เหมือนเช่น ยุโรปและอเมริกา จึงเป็นเรื่องระดับหินผา ที่ต้องสร้างกันเป็นแรม10ปี
ถึงจะผ่านจุดลองผิดลองถูก และเข้าสู่ยุคพัฒนาได้อย่างแท้จริง
ดังนั้น ถ้าไม่มีการช่วยเหลือของ ภาครัฐหรือเงินลงทุนจากแหล่งอื่น เข้ามาช่วย หรือสิ่งที่เป็นตัวเสริม เช่น สามารถยกเว้นภาษี หรือ อื่นๆ ก็บอกได้เลยว่าการคิดทำธุรกิจฟุตบอลให้เกิดขึ้นจริงๆ จึงเป็นเรื่องเพ้อฝันเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงการได้เงินจากบรรดาเหล่านักการเมืองที่มีเงินเหลือเก็บ(เป็นเงินสด)และคนที่มีใจจริงๆเท่านั้น ไม่กี่ตระกูลในเมืองไทย