Tags

, , ,

หลังฟุตบอลคู่ไทยญี่ปุ่น เราไม่ได้แพ้แค่ฟุตบอลหรือเกม

เราแพ้ตั้งแต่สร้างระบบรากฐานของนักฟุตบอล

มีโอกาสได้คุยกับ เพื่อนๆคนไทยและ ต่างชาติหลายคน

ซึ่งหลายคนเคยเป็นทั้งผู้เล่น และโค้ชเยาวชนในระดับประเทศต่างๆ

เมื่อขอให้เขาให้ความเห็นกับเด็กไทยบ้าง

เขาจึงพูดบางเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างฟุตบอลมาแบบนี้

ขอออกตัวว่าไม่ได้เป็นคนวงการฟุตบอล และไม่ได้อคติใดๆต่อใคร

แต่อยากจะแบ่งปันแนวคิดจากเพื่อนๆที่คิดว่าอาจจะมีประโยชน์

เพราะส่วนตัวก็เชียร์ทีมไทยและหวังดีกับวงการฟุตบอลไทยเช่นกัน

เขาบอกว่า ฟุตบอลไทยไม่มีโอกาสที่จะได้ไปฟุตบอลโลก

เพราะด้วยเหตุผลหลายประการ

เขาใช้คำพูดที่ว่า  แพ้ตั้งแต่ออกตัว

ซึ่งเขายกตัวอย่างให้ฟังว่า ถ้าเอาเด็กทั่วไปมาแข่งวิ่ง

กับเด็กที่ถูกฝึก มาแข่งวิ่ง ถ้าทดสอบ โดยให้ส้นเท้า เหยียบผนังก่อนออกตัว

เด็กเราจะแพ้แน่นอน ด้วยเหตุผลแบบนี้

เด็กไทยหรือเด็กโดยทั่วไปจะถอยหลัง หนึ่งก้าว แล้วออกตัว

เพื่อให้มีแรงส่งแต่ในขณะที่ นักฟุตบอลเด็กชาติอื่นที่ถูกฝึก จะได้รับการสอน

ให้สามารถออกตัว โดยไม่ต้องถอยหลัง

จึงเป็นผลให้เด็กที่ถูกฝึกแบบนี้  วิ่งชนะเด็กที่วิ่งโดยธรรมชาติ ไม่ได้ฝึก ซึ่งไม่ต้องเสียเวลาถอยหลัง

การเทคตัวขึ้นโหม่ง

โดยธรรมชาติ การกระโดดโหม่ง เมื่อโหม่งเสร็จ

คุณก็จะลงมาสองขาเพื่อตั้งหลัก แล้วจึงค่อยวิ่งต่อ

แต่การฝึกฝน จะเปลี่ยนให้เด็ก สามารถเมื่อขาแตะพื้นแล้ววิ่งต่อได้เลย

ไม่ต้องตั้งหลัก  ทำให้โอกาสที่จะไปเร็วกว่ามีมากขึ้น

การส่งบอล

การฝึกฝนการส่งบอลจะต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก

คำว่า  รวดเร็ว รุนแรง แม่นยำ นิ่มนวล เป็นกระบวนการพื้นฐานที่ต้องทำให้ครบ

ครบทุกข้อ เด็กใน ลามาเซีย เราจึงเห็นว่า เขามีการส่งบอลที่เนียนตา

คำว่าเร็ว เด็กจะถูกสอนให้สงบอลเร็ว และแรง เพื่อการยากต่อการแย่งบอล

และเด็กที่รับบอลจะถูกฝึกในการรับบอลให้นิ่ง นิ่มนวล

การเล่นหนึ่งต่อหนึ่ง

ทำอย่างไรที่จะเอาชนะฝ่ายตรงข้ามด้วยการเลี้ยงหลบได้

การเป็นผู้เล่นในกองหน้าจะต้องมีพื้นฐานเหล่านี้ เพราะเขาจะต้องรู้ว่า

ถ้าเขาทำได้ เขาจะมีโอกาสไปถึงประตู แต่ถ้าเสียบอล เขายังมีกองหลังที่ช่วยสกัด

การปลูกฝังการเล่นเป็นทีม

เด็กๆในระดับเยาวชน ของเยอรมัน หรือในญี่ปุ่นเมื่อถูกฝึกพื้นฐานเหล่านี้แล้ว

เมื่อมารวมเล่นกันเป็นทีม จุดมุ่งหมายของการเล่นเป็นทีมเป็นเรื่องพัฒนาความเข้าใจเกม เช่น การ เพรสซิ่ง การส่งบอล การผ่านบอล การบุก

ผลการแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ในเป้าหมาย เพราะนักฟุตบอลเด็ก ตั้งแต่ อายุ 11-16 ปี

ต้องเข้าใจเทคนิคและเกม

วิทยาศาสตร์การกีฬา

สำหรับวิทยาศาสตร์การกีฬามีบทบาทอย่างยิ่งเพราะช่วยในการพัฒนาให้นักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ  โดยมีอเมริกา เป็นประเทศที่เป็นผู้นำ

ในตั้งแต่กระบวนยีน เรารู้กันอยู่แล้วว่าถ้ารับเฉพาะ ธรรมชาติร่างกาย

ชนชาติแอฟริกา เป็นชาติที่มีปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการเล่นกีฬามากสุด

แต่การเป็นเลิศที่ต้องอาศัย ความคิดด้วยในหลายๆกีฬานั้น กลับเป็นยุโรป

แม้แต่ในยุโรป การปรับพื้ฐานโครงสร้างร่างกาย ก็ยังมีการคิดค้นอยู่ตลอด

ฮอลแลนด์ในยุคเมื่อสัก 40 ปีที่แล้วเป็นชาติที่ตัวเล็กที่สุดในยุโรป

แต่หลังจากที่ได้รณรงค์และให้เด็กเริ่มกินนมวัว  ในปัจจุบันฮอลแลนด์

มีประชากรที่สูงเกิน 190 จำนวนมาก

การออกแบบการฝึกฝนต่างๆ จึงอาศัยความรู้ในหลายๆด้าน เพื่อให้ตัวนักกีฬามี

ประสิทธิภาพที่ดี และดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ตั้งแต่การเน้นเรื่อง ความเร็ว กำลัง และความอึด จนไปถึงโภชนาการและการ ดูแลป้องกันการบาดเจ็บ

การโค้ช

การโค้ชสำหรับเยาวชนมีหน้าที่เพื่อสร้าง ไม่ใช่เพื่อสอน

โค้ชในระดับสโมสร อย่างมูรินโย่ หรือเฟอร์กูสัน ก็รู้ดี

ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เขา เพราะเขามีหน้าที่สอน ไม่ใช่สร้าง

โค้ชในระดับเยาวชน จะมุ่งหมายไปที่การสร้างพื้นฐานของนักฟุตบอลเด็ก

ไม่ได้เน้นผลการแข่งขัน เพราะสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งของเด็กวัย 5-10 ขวบ

คือเรื่องเบสิค หลายคนบอก ฟุตบอลก็มีแค่นี้ เลี้ยง ส่ง โหม่ง ยิง

แต่ในระดับเด็กแล้ว มันยังมีอีกหลายอย่างที่บ้านเราไม่ได้ทำ และไม่รู้

เช่น การออกแบบ การฝึกฝนที่ถูกต้อง

การฝึกฝนในปัจจุบัน การออกบอลมีผลต่อเกม

นักฟุตบอลจะถูกฝึกจินตนาการการเล่นบอล แบบทั้งมีบอล และไม่มี

จะทำอย่างไร เมื่อบอลอยู่กับคุณ และ choice ในการส่งบอลต่อ มีกี่คน กี่มุม

การขยับพื้นที่ ของผู้เล่นคนอื่นจะขยับไปพร้อมกันอย่างไร ให้รวดเร็ว

เกลหล่านี้ เป็นเรื่องพื้นฐานที่เด็กจะถูกฝึก

เราจะเห็นนักฟุตบอลรุ่นใหม่ๆ อย่าง แกเรธ เบล  อาร์ซาร์หรืออย่างเมสซี่เกาหลี

นักเตะพวกนี้ถูกวางรากฐานในมุมของวิทยศาสตร์ที่ให้ผลเป็นเลิศกว่าในการปล่อยให้เด็กพัฒนาตามธรรมชาติ

สิ่งหนึ่งที่มีผลอย่างยิ่ง ในเด็กวัย 11-16 ปี ก็คือ การพัฒนาการเติบโต

การเล่นกีฬามากเกินไปมีผลอย่างยิ่งต่อการพัฒนาของเด็ก

โดยเฉพาะเรื่องของ Grownth hormornne ที่มีผลต่อความสูงโดยตรง

ดังนั้น ในหลายประเทศ ไม่มีแมชท์แข่งขันที่มากเกินไปสำหรับเด็กยุคนี้

ทีมเด็กจึงฝึกกันเพียง 3 วันต่ออาทิตย์  ครั้งละไม่เกิน 2 ชั่วโมง

ในขณะที่บ้านเรา ออกแบบการแข่งขันฟุตบอลกรมพละระดับมัธยม

ปีละมากกว่า 50 แมทช์

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผลการแข่งขัน ฟุตบอล ในระดับ 12-14 ปี

เราชนะญี่ปุ่น ยุโรปได้ เหตุผลคือ เราชนะที่กำลัง ซึ่งในวัยเด็ก เขาไม่ได้เน้นกันเรื่องนี้

และเมื่อพอเลย 16 ปีไป เด็กที่ริ่มเติบโต ขึ้นแล้ว โค้ชจึงเพิ่มเรื่องความแข่งแกร่ง

ซึ่งบวกกับปัจจัยพื้นฐานที่ถูกต้องและดีอยู่แล้ว ทำให้ทีมไทยจึงมีโอกาสยากที่จะเอาชนะคู่แข่ง

เราจึงไม่ควรไปต่อว่านักเตะไทย เพราะการฝึกในหลายบท การพัฒนาทางเทคนิค

บ้านเราก็ยังขาดความรู้พื้นฐานเหล่านี้ อีกมาก และความรู้เหล่านี้ก็ยังไม่ได้ถูก

กระจายออกไปยังศูย์ฝึก หรือโรงเรียนที่มีการเล่นฟุตบอลเพื่อให้พัฒนาแบบจริงจัง

การเล่นและพัฒนาการของเขาจึงเป็นไปได้แค่ตามธรรมชาติ

และการเล่นฟุตบอลของเด็กไทยจึงจบลงด้วยการเอาชนะกันแค่ไหนเกม

ไม่ได้พัฒนาในเชิง ทักษะส่วนบุคคล

การโค้ชในต่างประเทศ

โค้ชระดับ C license ในเยอรมัน หรือแม้กระทั่งในญี่ปุ่น มีบุคลากร ที่จบมาไม่น้อยกว่า แสนคน พร้อมกับศูนย์ฝึกที่กระจายอยู่ตามชุมชนต่างๆมากกว่าหมื่นแห่ง

ซึ่งการเรียนโค้ช จะช่วยในการสร้างความรู้พื้นฐานในระดับเดียวกัน

เพื่อไปพัฒนาทั้งระบบความรู้ฟุตบอลให้กับชุมชนอย่างถูกต้อง

ฟุตบอลเด็กไทยยุคนี้ เขาเล่นเต็มที่แล้ว โค้ชก็เก่งมากแล้วที่ทำได้ขนาดนี้

แต่เราจะไม่มีทาง เอารถ ที่เครื่องแรงเพียง 1300 ไปวิ่งแข่งกับรถ ที่มีความแรง

มากกว่า ในระดับ 2000 ขึ้นได้เลย

โค้ชซึ่งเปรียบได้กับนักแข่ง ต่อให้มีความสามารถ แค่ไหน แต่ในเมื่อรถมีสรรถนะจำกัดก็จึงแข่งได้ในความเร็วที่จำกัด

รถแข่งที่ออกแบบ มาได้ความเร็วแค่ 1300 ต่อให้มีใจเต็ม 100 วิ่งเต็มสปีดกำลัง

ก็ไม่สามารถที่จะวิ่งเร็วกว่ารถที่ออกแบบ มาด้วยเครื่องกำลังที่สูงกว่า

เรื่องนี้ นักฟุตบอล และโค้ชไทยในปัจจุบัน จึงควรได้รับการยกย่อง

เพราะเขาทำหน้าที่เต็มกำลังที่เขามีเขาทำได้แล้ว

แต่สิ่งที่นอกเหนือไปจากเขา เราาต้องช่วยกันเติมต่อ

แม้กระทั่งญี่ปุ่นก็รู้ดีว่า เขาก็ยังไปได้ไม่ไกลกว่ารอบ 2 ในบอลโลก

นั่นหมายความว่าระบบเขาทำสำเร็จแล้วในการqaulify ในระดับเอเชีย

แต่การก้าวไปให้สูงกว่านั้นในระดับโลก เขาก็ต้องเพิ่มขีดเหมือนกัน

มีความน่าสนใจหลายประการ ก็คือ ญี่ปุ่นเลือกเด็กที่เป็นลูกครึ่งแอฟริกัน มาเล่น

Striker ซึ่งเราจะเห็นได้จากวิธีการเล่นเลยว่า ต่างจากเด็กเอเชียโดยสิ้นเชิง

โดยถ้ามองแบบนี้ ก็หมายถึงว่า เขาให้ความเชื่อเรื่องยีน ที่จะเป็นตัวตอบโจทย์

การเติมศักยภาพขั้นสูง (ทั้งๆที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นชาติที่ชาตินิยมมากๆ)

แต่คำถามคือ  เราจะออกแบบ รถในอนาคตของเราแบบไหน

ที่จะมีกำลังแรงพอไปสู่กับรถในอนาคตที่ทุกชาติต่างพัฒนารถต้นแบบให้มีประสิทธิภาพลำ้หน้าทั้งสิ้น  แล้วใครจะเป็นคนออกแบบ เพราะการเลือกแนวทาง

มีผลสำคัญอย่างมาก และทำให้ต่อเนื่องทั้งกระบวนการอย่างน้อย ตั้งแต่เด็กรุ่นนี้

เริ่มต้น อายุ 6-8 ขวบ

เพราะฟุตบอลในปัจุบันพัฒนาไปมาก และใหญ่เกินกว่าที่จะทำเพียงคนไม่กี่คน

แม้กระทั่งสมาคมฟุตบอลเองเจ้าเดียวก็อาจจะทำไม่ได้

ดังนั้นในหลายๆชาติ การพัฒนาฟุตบอลจึงเหมือนต้องใช้หลายองค์กรเข้ามาช่วยเหลือ และพัฒนาร่วมกัน เพื่อให้เดินครบทั้งระบบจริงๆ ซึ่งต้องใช้เวลา

และเราก็ควรจะไปเริ่มตั้งต้นกันใหม่ในระดับอะคาเดมี

ซึ่งทุกวันนี้ ในต่างประเทศก็เริ่มตั้งแต่เด็กเล็กแล้วทั้งประเทศ

แต่สำหรับเราทำได้แค่ในสโมสรใหญ่เท่านั้น และที่สำคัญ หลายสโมสร

ต้องเอาเด็กไปฝากไว้ที่โรงเรียน ซึ่งก็ไปเข้ากับระบบเดิมของกรมพละ

ที่เน้นให้เด็กแข่งเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้โอกาสทางการพัฒนาพื้นฐานลดลง

ดังนั้น การวางรากฐานจึงเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อพัฒนาวงการฟุตบอล เพราะโมเดิร์นฟุตบอล ไม่ใช่เรื่องของแรงและใจ แต่เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ และระบบการสร้างนักกีฬาชั้นเลิศ ซึ่งจะต้องมีโค้ชชั้นเยี่ยมด้วย