Tags

,

หายไปนาน เพราะยุ่งวุ่นวายกับคอร์สเรื่อง Branding DIY ที่อยากทำมานาน จนแทบไม่ได้เขียนบล๊อค บังเอิญเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญของการสร้างแบรนด์เสีนด้วยจึงขอนิยามออกมาจากความคิดตัวเอง

ความคิดสร้างสรรค์ (creativity)
ส่วนตัวผมเป็นคนชื่นชอบคำนี้ตั้งแต่เด็กๆ ผมว่าหลายคนก็ชอบคำนี้ มันทำให้เรารู้สึกว่าเราจะได้เจอสิ่งใหม่ๆ ได้ตื่นเต้นและมีความท้าทาย
พอผมโตขึ้นมา เรียนหนังสือ จนกระทั่งทำงาน
คำๆนี้เริ่มออกห่างตัวผมไปตามกาลเวลา แต่ผมไม่ยอมและพยายามเรียกเคาะประตูเพื่อให้คำๆนี้ อยู่กับผม และในที่สุด ผมก็ได้ทำงานโดยการใช้คำว่า ความคิดสร้างสรรค์ มาโดยตลอด
ในความหมายของผม ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้อยู่เพียงแค่เรื่องที่เราต้องสร้างสิ่งใหม่ๆ บางที มันก้เป็นเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องที่เรามี หรือเติมลงไปในระบบบางอย่างให้ดีขึ้น อย่างในตอนที่ผมต้องไปทำงานเพลง ผมใช้มันเต็มที่ตั้งแต่การเขียนเรื่องราว การหา Sound ต่างๆ การออกแบบเพลง รวมไปถึงการหา Character ให้กับศิลปิน
ผมค่อนข้างจะมีความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนไม่ได้เกิดมาพร้อมกับยีนที่ชื่อว่า ครีเอทีฟ ดังนั้น ทุกคนสามารถฝึกฝนให้ตัวเองเป็นคนคิดครีเอทีฟได้ ถ้ารู้วิธี และเข้าใจว่าจะต้องทำอย่างไร
สิ่งแรกที่ผมอยากจะบอก และเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดเลย ก็คือ คุณต้องรักมันเสียก่อน คุณต้องรักในสิ่งๆนั้น และทำมันด้วยความรัก เพราะความรักจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะนำพาให้คุณเกิด ความคิดส้างสรรค์

และเมื่อคุณรักในสิ่งนั้นจริงๆแล้ว ทีนี้มาลองทำความเข้าใจสภาวะของการเกิด ความคิดสร้างสรรค์กันสักนิด

ความคิดดีดี มักจะมาตอนเราเผลอ เหมือนกับโจรแล้วเราก็เป็นเหมือนกับตำรวจบางประเทศที่ไม่เคยวิ่งจับมันได้ทันสักที

ครีเอทีฟวิตี้ มันมักจะเป็นแบบนี้ มาตอนที่เราไม่รู้ตัว อย่างผมและเชื่อว่าอีกหลายคนเป็น ความดิดดีดีหลายครั้งจะมาตอน ครึ่งหลับครึ่งตื่น ในห้องน้ำ หรือ เวลาที่ขับรถ
ทำไมจึงเป็นแบนั้น?
เพราะจิตของเรามันอยู่ในสภาวะที่เรียกว่าถูกปลดปล่อยไงครับ เราไม่ได้ไปบังคับมัน ไปจดจ่อ และเมื่อเราปลดปล่อยให้จิตและความคิดได้เป็นอิสระ มันก้ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่
ผมจึงอยากจะเรียกนิยามของขบวนการในการทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ว่า

ปล่อยความคิดและจิตให้อิสระ และมันจะมาเอง

แต่สิ่งที่สำคัญต่อไปก็คือ กระบวนการสั่งสมข้อมูล

สมองของเราทำงานด้วยการประเมินผล ไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์รุ่นเยี่ยมๆ ดังนั้น ถ้าสมองคุณได้รับการสั่งสมข้อมูล โดยเฉพาะการสั่งสมแบบธรรมชาติ ก็คือ ได้อ่าน ได้เห็น ได้รู้ อย่างเป็นระเบียบ ขั้นตอน ในวันที่จิตและความคิดคุณทำงาน มันจะไปดึง สิ่งที่คุณสั่งสมออกมาและกลั่นกรองให้คุณเอง ให้คุณนึกถึง เหมือนกระบวนการสั่งอาหารในร้าน ที่เมื่อปากคุณออกคำสั่ง บ๋อยหรือจิตก็ทำการจดออเด้อร์นั้น และสมองก็ไม่ต่างจากพ่อครัวที่ไปเอาวัตถุดิบในครัวออกมาปรุง และ ความคิด จิต หรือบ๋อยก็นำเอา อาหารที่คุณได้สั่งไว้ออกมาเสิรฟให้คุณกิน

แต่อาหารนั้น จะเร็ว จะช้า อร่อย ไม่อร่อย ก็อยู่ที่การสั่งสมวัตถุดิบ และการฝึกปรือของพ่อครัว ว่าทำบ่อยและคุ้นเคยแค่ไหน

และขบวนการสุดท้ายที่จะอยู่คู่กับ ความคิดสร้างสรรค์คือ การบ่มเพาะ ซึ่งผมขอเรียกมันว่า การต้มไข่ หมายความว่า ไข่จะสุก มันจะมีเวลาของมัน

คุณ ต้องให้เวลากับการ การต้มไข่ของคุณ หรือการ บ่มเพาะให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

คุณอยากได้ไข่ลวก คุณต้ม 5 นาที อยากได้ ไข่ยางมะตูม คุณต้ม 7 นาที แต่ถ้าคุณอยากได้ ไข่ต้มสุก คุณต้องต้ม 10 นาที ฉันใดก็ฉันนั้น

ถ้าเขียนเป็นขั้นตอน ก็จะได้ดังนี้

1. ต้องรักในสิ่งที่จะคิด จะทำเสียก่อน

2. เก็บข้อมูล อ่านดูฟัง ให้มากพอ มากพอแค่ไหนนั้นคิดอยู่กับเวลา และความจุสมองของคุณเปิดพื้นที่ให้แค่ไหน(ใจที่เปิดจะช่วยเปิดสมองให้คุณ)

3. ปล่อยความคิดในระหว่างนั้น ให้เป็นอิสระ ไม่ต้องกำหนดว่าฉันต้องได้ไอ้นั่นไอ้นี่ (มันจะไม่มีทางได้ดีถ้าคุณไปบังคับมัน) และเริ่มต้น เขียน เขียน เขียน แบบที่คุณไม่ต้องบังคับ เขียนอะไรก็ได้ หรือจะอัดสิ่งที่คุณพูด คุณจำมา คุณรู้สึกมาไปเรื่อยๆ

4. หาคนที่คุณจะโยนความคิดหรือไอเดียได้ Brainstorm

5. เวลาที่เหมาะสมเท่านั้น จะทำให้คุณเกิดความคิดที่เจ๋งๆ ออกมา แต่เวลาของแต่ละคนไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและสะสม สำหรับคนที่ไม่เคยทำเลยก็อาจจะยากหน่อย แต่ถ้าคุณฝึกให้คุณชิน โดยลองแบ่งเวลาให้ตัวเองสักวันละ 1 ชั่วโมง อ่าน ดู ฟัง เรื่องที่คุณชอบ และก็ฝึกเขียน คิด พูด และ ระบาย จนถึงเวลาอันเหมาะสม (ซึ่งเวลาของการสั่งสมจะมีขั้นบันไดของมัน)และคุณจะทำสิ่งนั้นได้อย่างแน่นอน

6. ถ้ายังไม่ได้ แนะนำให้กลับไปเริ่มต้นทำตั้งแต่ข้อแรกเสียใหม่ ใจเย็นลงอีก ใช้เวลากับการทำสิ่งต่างๆเหล่านี้อย่างไม่บังคับตัวเอง

creativity1.jpg