Tags

marketing-3_0-philip-kotler-image

ผมเคยมีเพื่อนร่วมงานท่านนึง เป็นผู้บริหารในองค์กรใหญ่

เขามีการศึกษาที่ดี จบจาก มหาลัยชื่อดัง มีภาษาที่ดี

พูดอังกฤษสลับภาษาไทยตลอดเวลา

เขามักจะพูดเกี่ยวกับทฤษฎีทางตำราหลายๆอย่าง ที่ผมไม่รู้

ซึ่งบางครั้ง เขาก็สอนให้ผมได้รู้จักกับแนวคิดใหม่ๆจากตำราที่เขาศึกษามา

อย่างเช่น ตัวอย่างนึงที่ผมเคยได้คุยกับเขา

เขาบอกผมว่า “ยูโนว เราต้อง เปลี่ยนที่นั่ง ไปนั่งในห้องที่อยู่ในสุดครับพี่

เพราะว่า การที่เป็นผู้บริหาร เราต้องไม่ให้ใครเจอเราง่ายๆ”

ในขณะนั้น ผมก็ทำงานต้องดูแลทีมเหมือนกัน แต่อยู่กันแบบห้องเดียวรวม

นั่งเห็นกันหมด ก็เลยไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมต้องแยกห้องวะ นอกจากเราจะแอบหลับ

“แต่พี่ชอบนั่งกะทีมนะ มันอบอุ่นดี คุยกันง่าย และก็ ได้ปรึกษางานกันได้ด้วย”

“ยูแฮฟทูอันเดอร์แสตนด์ ครับ แดทส์นอทอะไรท์เวย์ ดูผมสิพี่ ผมกั้นห้องใหม่

หน้าจ่างกระจกใส มองเห็นหมดว่าใครทำอะไร แต่ผมก็จะมีมุมส่วนตัวของผมด้วย” 

เขาสอนผมแบบนี้

พี่ต้องมีความเป็นบอส ในบางเวย์ ยูแฮฟทูดู แมน”

แล้วบทสนทนาก็จบลงด้วยการอ้างอิงถึงสถาบันและอาจารย์ชื่อดังที่เขาปฏิบัติกัน

ผมเองก็อดคล้อยตามเขาไปด้วยในตอนนั้น เพราะดูแล้วก็น่าสนใจ

แต่ท้ายที่สุด ผมก็ไม่ได้ทำอย่างที่เขาสอน เพราะส่วนตัวไม่ชินแบบนั้น

แต่ก็ทำงานกับหน่วยงานนี้มาอีกแปดปี ก็ยังคงสภาพการทำงานคล้ายๆเดิม คือนั่งทำงานรวม

จนตอนหลัง  มีเหตุให้ขยับพื้นที่ ส่วนกลางทำห้องมาให้ก็ยังไม่ได้ใช้เท่าไหร่ 

ยกเว้นไปแอบหลับ หรือแค่เอาเครื่องดนตรีไปไว้เพื่อใช้ซ้อมเล่นหนุกๆ

และก็ยังให้น้องไปใช้แอบนอนได้ ถ้าง่วงกัน

ผมก็ ใช้ชีวิตการทำงานแบบเดิม จนกระทั่ง ตัดสินใจมาทำธุรกิจตัวเอง 

ก็ยังติดนิสัยเดิม ไม่มีห้องส่วนตัว ขอนั่งแบบรวม 

ส่วน เพื่อนคนนั้น หลังจากที่คุยกันได้ ประมาณสักปีนึง กิจการเขาเกิดประสบปัญหาขาดทุน

ทำให้องค์กรต้องตัดสินใจยุบทีมเขา และเขาจึงตัดสินใจลาออก 

ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าเขาไปทำอะไรอยู่ที่ไหน

แต่ผมไม่รู้ว่าเขา ยังต้องไปเรียนเพิ่ม เพื่อมาแก้ปัญหา ธุรกิจเขาที่ขาดทุนรึเปล่า

สำหรับผมเอง คิดว่า บางที การที่เรา ติดยึดตำรามากไป

ก็อาจจะไม่ได้แก้ปัญหาได้หมด

เพราะสิ่งที่เจอ  หลายๆเรื่อง ในตำรามันไม่มี เพราะมันใหม่กว่านั้น

จะกี่ Phillip Kotler บางทีก็ไม่อาจช่วยคุณได้

การไม่ได้เรียนมาบางครั้ง มันก็ช่วยทำให้เราไม่ยึดกับกรอบมากเกินไป