Tags

, , , ,

เนื่องจากเป็นคนที่ชอบฟังและเล่นดนตรี 

ดังนั้นการที่เราเอาหูของเราเข้าเจอกับเสียงอะไรจึงมีประเด็น

เพราะถ้าเราได้ยินเสียงนั้น เพลงนั้น มากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป ซ้ำกัน

 มันจะเริ่มจำ และให้สมองเราจะได้ยินทำนองนั้นวนเวียน

ถ้าโชคดี เสียงที่ได้ยิน มันเป็นเสียงที่เราชื่นชอบ 

หรือมีประโยชน์กะเรา ก็ดีเลยครับหูพัฒนา สมองเติบโต

แต่ถ้าเสียงที่ได้รับ มันเป็นเสียงที่เรียกว่า bad voice ก็จบกัน

การบริโภคเสียง ไม่ต่างกับคำว่า You are what you eat.

เราได้ยินแบบไหน เราก้เป็นแบบนั้น

ในสภาวะของนักดนตรีก็เช่นกัน

การฝึกเพื่อจะเป็นนักดนตรีที่ดี  จำต้องอยู่ในสภาวะเสียงที่ทำให้หูพัฒนา

คุณฟังเพลงแบบไหน มันก็ทำให้คุณเล่นออกมาเป็นแบบนั้นนั่นแหล่ะ

หลักการพวกนี้ก็ถูกเอามาใช้ในหลายเรื่อง การตลาดก็ไม่พ้น

บ้านเราเคยใช้วิธีประโคมสื่อ ประเภทที่เรียก เพลงละพันวันละเพลงสมัยก่อน

เพราะสื่อมีจำกัด บังคับฟังง่าย ผลลัพธ์ เราได้เพลงฮิต มีเพลงที่เรียกว่า Mass Content

แต่เดี๋ยวนี้ เทคโนโลยี่การเสพสื่อเปลี่ยนไปแล้ว ผู้คนต่างพัฒนาความชอบจากตนเอง

สื่อเป็นเพียงผู้สนอง คำว่า Mass มีผลเหมือนกัน

 แต่ต้องเป็น Content ที่แตกต่างและมีลักษณะพิศดาร

ใครจะคิดว่าเหนียวไก่จะดังขนาดนั้น!!!!

Brand voice ที่เอามาสร้าง Character ของสินค้าหรือจะองค์กร แม้กะทั่งคน

ส่วนใหญ่จึงสร้างในลักษณะเป็น tribe base จะดูเป็นไปได้มากกว่า

กลุ่มใครกลุ่มมัน ชัดเจนและเข้าถึงกว่า

วันนี้ใครบอกว่า ทำ คอนเท้นท์แบบ Mass นี่ ตลกแล้วนะครับ

พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปมากแล้ว แทบหาโอกาสแบบนั้น ไม่เจอแล้ว

ยกเว้นคุณต้องใช้เงินในการเข้าถึงสื่อในจำนวนมหาศาล

ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคุ้มรึเปล่า

brand voice.001