เคล็ดลับ 2 Sided-Platform ที่ทำให้แบรนด์ดัง

Featured

Tags

, , , ,

brandchatz 2side.001.jpeg

#มีคนถามว่าแบรนด์ธุรกิจแบบไหนเป็นช่วงขาขึ้นที่สุด
ส่วนตัวผมอยากจะบอกว่า ธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์แบบสองด้านนี่แหล่ะ(Two-sided online Platform) มาแรงและปั๊มเงินได้เยอะสุดแล้ว(Growth hacking)
แบรนด์ดังๆ ก็ AirBnB, Etsy,Uber,Grab และอีกหลายๆแบรนด์ในปัจจุบันก็หันมาทำรูปแบบนี้มากมาย อย่างเมืองไทยก็ Fastwork.co,wongnai พวกนี้เป็นต้น
 
ข้อสังเกตุของธุรกิจแพลตฟอร์มแบบนี้ที่น่าสนใจคือ
1.รวบรวมทั้งสองด้านก็คือ ฝั่งคนให้บริการ และฝั่งคนหาบริการเข้ามาอยู่ในที่เดียวกัน
2.มีการจัดการเรื่องของ Search keyword ที่ครบถ้วนตามความต้องการในการซื้อและการขาย ใครใครซื้อก็ซื้อ ใครใคร่ขายก็ขายเลือกได้
3.มีรูปแบบที่ทันสมัยและlifestyle การใช้งานนั้นตรงกับคนในปัจจุบันที่ต้องการที่รวมเพื่อให้เราได้หาทุกสิ่งอย่างในที่ที่เดียว
 
แต่กลยุทธ์ที่สำคัญของทุกแบรนด์ก็คือ คุณจะหาจุด ขยาย หรือ Growth hacking ให้เจอในวิธีการใดแและแบบไหน จนกลายเป้นธุรกิจระดับหลักรอ้ยล้าน 1,000 ล้าน
 
สิ่งที่เป็น Key Success Factor ของธุรกิจคือเรื่องนี้
แต่สิ่งที่เป้น Key success Factor ของการสร้างแบรนด์มักจะอยู่ตรงที่
 
1. คุณค่าร่วม Share value ที่ทุกคนได้ประโยชน์จากคุณ ไม่ว่า ถูกลง แก้ปัญหาได้ ใช้ง่าย เร็ว หรือ บลาบลาบลา
 
ข้อ 2. ข้อนี้สำคัญ ก็คือ ความเท่ ความแปลกใหม่ และความมีกึ๋นของ แบรนด์ที่แสดงออกมาในพฤติกรรมและบุคลิก
======
ผมอยากจะเอาข้อมูลการ Growth hacking ของ Airbnb ที่ได้จากการใช้ Database ของ Craiglist
มาให้อ่านเป็นไอเดียครับ (Craigslist เป็นเครือข่ายชุมชนออนไลน์ โดยให้บริการในการประกาศขายของออนไลน์ หางาน สมัครงาน หาคู่ และเป็น เวปบอร์ด พูดคุยในหลายๆด้าน
===================

Airbnb รู้ผ่านการวิจัยตลาดและประสบการณ์ของตนเองว่า Craigslist เป็นสถานที่

ที่ซึ่งผู้ที่ต้องการสิ่งอื่นนอกเหนือจากประสบการณ์ในโรงแรมระดับมาตรฐานมองหารายชื่อ

คำอื่น ๆ ตลาดเป้าหมายของ Airbnb

เพื่อที่จะเข้าสู่ตลาดนี้ Airbnb ได้นำเสนอผู้ใช้ที่ระบุคุณสมบัติบน Airbnb

โอกาสที่จะโพสต์ไปยัง Craigslist ได้เป็นอย่างดีแม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีทางทำนองคลองธรรมก็ตาม

Craigslist ให้ทำเช่นนั้น แม้ว่าจะค่อนข้างง่ายในการมองย้อนหลังการดำเนินการไม่ได้ง่าย

ในสาระสำคัญ Craigslist บันทึกข้อมูลรายชื่อโดยใช้ URL ที่ไม่ซ้ำมากกว่าคุกกี้ เพราะว่า

 Airbnb สามารถสร้าง botb เพื่อเข้าชม Craigslist ขัดขวาง URL ที่ไม่ซ้ำกันป้อนข้อมูลรายชื่อและ

ส่งต่อ URL ไปยังผู้ใช้เพื่อเผยแพร่ ด้านอื่น ๆ ของการรวมกลุ่มนี้ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายอีกด้วย

บอทยังต้องกรอกหมายเลขของรูปแบบที่ง่ายที่สุดคือประเภท Craigslist ภูมิภาคที่เฉพาะเจาะจงได้รับการพิสูจน์

เนื่องจาก Craigslist มี Craigslist หลายรุ่นหลายร้อยรุ่นซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า

อื่น ๆ เช่นภูมิภาคย่อยๆภายในภูมิภาคสำหรับ Bay Area และอีกหนึ่ง Craigslist สำหรับทั้งโดเมน

รัฐเมน ซึ่งหมายความว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นเชคทุก Craigslist และขูดชื่อและรหัสสำหรับทุกภูมิภาค

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับอีเมลที่ไม่ระบุตัวตนที่ได้รับมอบหมายจาก Craigslist ฟังก์ชั่นนี้มี

ที่จะปิดและแทนที่ด้วยการเชื่อมโยงไปยังรายชื่อ Airbnb และเพื่อให้มั่นใจว่ารายการดังกล่าวโดดเด่น

ระหว่างค่าโดยสาร Craigslist มาตรฐานการสนับสนุน HTML ของแพลตฟอร์มที่ จำกัด ต้องได้รับการพิจารณา

ประโยชน์ของการรวม Airbnb-Craigslist เป็นจำนวนมาก ไม่เพียง แต่เป็นปริมาณที่แท้จริงเท่านั้น

ของศักยภาพที่สามารถเข้าถึงได้ผ่าน Craigslist แต่ที่จริง Airbnblistings อื่น ๆ

คุณสมบัติที่พร้อมใช้งานมากขึ้นส่วนบุคคลมีคำอธิบายที่ดีขึ้นและภาพถ่ายที่สวยงามยิ่งขึ้นทำให้พวกเขาได้มากขึ้น

ที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ Craigslist ที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อน

เมื่อผู้ใช้ Craigslist ทำการสลับผู้ใช้เหล่านี้มักจะไม่สนใจ Craigslist และหนังสือ

ผ่าน Airbnb ในอนาคต ไม่เพียงเท่านั้น แต่ยังมีผู้ที่มีคุณสมบัติอยู่ใน Airbnb ด้วย

ทำรายได้มากขึ้นในรายการของพวกเขาซึ่งทำให้พวกเขาใช้บริการอีกครั้งและอีกครั้ง

=======================

เป็นส่วนหนึ่งที่ผมทำการแปลและคัดลอกมาจาก Case ของ Harvard business School

Credit:ขอบคุณน้อง จูน แห่ง Metta group ครับสำหรับ Case  😀

ตัวอย่างโฆษณาที่พูดถึงแม่ของ Evian

Tags

, , , ,

7d279a8aa304879f8748115fb58e9a33

a137b6602d0048fa1c9325c62722b2dc.jpg

น้ำแร่เอเวียงเป็น Brand ระดับโลกที่มีการทำการตลาดและโฆษณาในระดับ World wide เมื่อสัก 2 ปีที่แล้วได้ทำแคมเปญเกี่ยวกับเแม่ขึ้นมา 1 อัน โดยเป็นรูปที่สื่อถึงแม่ที่อุ้มลูกในแอฟริกาที่มักจะมีผ้ารัดคล้อง

ท้องกับลูกEvian-For-Mothers-and-Babies-2.pngซึ่งตามปรกติประเทศอื่นไม่มี

เมื่อAd ออกมาได้รับความฮือฮาใช้ได้ แต่ว่าก็มี Blogger คนนึงได้นำรูป Ad ของน้ำดื่มอีกยี่ห้อนึงใน ivorycoast เอามาแปะคู่กันEvian-For-Mothers-and-Babies-4jpg.png

จนเกิดความสงสัยว่า ทีม Creative ในฝรั่งเศสมัวแต่ทำอะไรอยู่ จึงไม่เคยเห็น Ad นี้หรือไรซึ่งดูอย่างไรก็ช่างเหมือนเสียจริง

เรียบเรียงเรื่องจาก

https://www.allthingsankara.com/2015/02/advertisements-evian-for-mothers-and-babies.html

ด้านมืดของธุรกิจแบบ StartUP

Tags

, , , , ,

theranos-elizabeth-holmes-01.jpg

เร็วๆนี้มีข่าวนี่เด้งขึ้นมาอีกครั้งแต่เป็นข่าวที่ไม่สู้จะดีนัก

ที่ว่า บริษัทที่เคยมีมมูลค่านับพันล้านเหรียญอาจจะเหลือศูนย์

อย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์

ในขณะที่โลกกำลังเห่อกับคำว่า Disruptive และ Startup

โดยที่กระแสของการทำลายล้างสิ่งที่เป็นอยูในอดีตที่ไม่เวิร์ค

ด้วยแนวคิดและเทคโนโลยี่ต่างๆเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น

เกิดขึ้นอย่างมากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เราได้เห็นคนระดับเทพๆอย่างมาร์คซัคเคอร์เบิร์คสตีฟจ๊อบส์

หรืออย่างแจ๊ค หม่า รวยกันยิ่งกว่าฝ่าผ่าในชั่วเลาไม่กี่ปี ด้วยแนวคิดที่

เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนพฤติกรรมคนให้สะดวก ด้วยการนำสินค้าด้วย

การใช้เทคโนโลยี่ แพลตฟอร์มต่างๆมาทำธุรกิจ

เพราะการทำธุรกิจแบบนี้ มันรวยเร็ว ทำให้โลกนี้เกิดความบ้าคลั่งกับ

การหา Growth hacking กันราวกับดอกเห็ด รวมไปถึงประเทศไทย

ไม่ได้บอกว่าไม่ดี. แต่ทุกอย่างในโลกล้วนมีสองด้านเสมอ

และด้านมืดของสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกของ Startup ก็คือ บริษัทที่ชื่อว่า

Theranos และ CEO สาวสวยที่ชื่อ Elizabeth Homes

Theranos เป็น บริษัทที่ทำ ธุรกิจด้านเทคโนโลยี่การตรวจเลือด

ที่เคลมว่าให้ผลที่แม่นยำถึง 100% ซึ่งดีกว่าอดีต ที่เวลาเราเจาะเลือดกัน

เป็นหลอดๆ แต่สำหรับเทคโนโลยี่ที่ชื่อ Edisonหรือ Fingerstickนี่

เจาะเลือดเพียงสองสามหยดแบบ เบ็ดเสร็จไม่ชักช้า

ก็รู้เรื่องแล้ว   สามารถรู้ได้อย่างกับตาเห็นว่าเราเป็นอะไร แม่นยำขนาดนั้น

ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์อบ่างสิ้นเชิง

เพราะการจะให้รู้ว่ามนุษย์นั้นร่างกายป่วยหรือไม่ป่วย

มักจะใช้การเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจหาค่าต่างๆในร่างกาย

ยิ่งการเจาะเลือดแบบที่ Theranos หรือ เทอรานอส นั้นบอกว่าให้ผลเฉียบขาด

ยิ่งทำให้คนที่ได้ยินยิ่งต้องสนใจ และได้ใช้บริการจากผลิตภัณฑ์และ แลบของที่นี่

และยิ่งมากไปกว่านั้น CEO ที่ชื่อว่า อลิซาเบธ โฮมส์ซึ่งตอไปจะขอเรียกสั้นว่า

ว่า โฮมส์ นั้น มีหน้าตาสวยงาม ดูดี มีชาติตระกูลอย่างยิ่ง

แรงบันดาลใจจากคุณลุงที่เธอผูกพัน ได้เสียชีวิตเพราะจากการวินิจฉัยผิดโรค

ทำให้เป็นแรงบันดาลใจที่เธอไฝ่ฝัน อยากจะทำธุรกิจด้านนี้

รวมถึงการเป็นคนกลัวการเจาะเลือดของเธอ เพื่อช่วยให้คนนับล้านไม่ต้อง

เสียชีวิตเพราะการวินิจฉัยที่ผิดๆอีกต่อไป

ความฝันในการ Disrupt การเจะเลือดด้วยเทคโนโลยี่ใหม่จะต้องเกิดขึ้นให้ได้

และนี่คือการสร้างฝันอันยิ่งใหญ่ของเธอ แก่มนุษย์ชาติ

และทุกครั้งที่เธอออกสื่อ เธอจะแต่งตัวด้วยชุดคอเต่าสีดำ ไม่ต่างจาก สตีฟ จอบส์

บวกกับเธอเคยเป็นอดีตนักศึกษาจาก แสตนฟอร์ด และประวัติครอบครัวเธอก็ไม่ธรรมดา

ทั้งคุณพ่อและแม่ต่างทำงานในองค์กรใหญ่ในอเมริกา ทำให้ Personal brand ของเธอนั้น

ขายดีมาก ทั้งสื่อและนักลงทุนต่างให้ความเชื่อถือเธออย่างสนิทใจ

ว่ากันว่านางสาวโฮมส์นั้นดังกว่าธุรกิจของเธอด้วยซ้ำ

บริษัทนั้นก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2003 แต่ว่ามาดังเอามากๆในช่วงปี 2014 และในช่วงปี 2015

เทอรานอส มีมูลค่าถึง $9,000 ล้านเหรียญ และในปีเดียวกัน โฮมส์ ก็กลายเป็นนักธุรกิจหญิงอายุน้อยที่รวยฟ้าผ่าแบบสุดๆ จากการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes

แต่ ซินเดอเรลล่า โฮมส์ก็มีอันต้องเจอจัดหนัก เมื่อสื่อบางเจ้าอย่าง Wallstreet เริ่มให้สงสัยในเทคโนโลยี่ของเทอรานอสว่ามันจริงหรือ เพราะการที่ไม่ได้มีการ

ปฏิบัติทางการแพทย์ใดทั้งด้านเคมี และด้ารการแพทย์ จนเป็นที่มาของการเข้าไปตรวจสอบอย่างจริงจัง

ของหย่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่น่าแปลกใจมากกว่านั้น ก็คือสถาบันแลบของ เทอรานอส กลับไม่ได้มีเครื่อง มหัศจรรย์อย่างที่ว่า

และยิ่งเมื่อเข้าไปตรวจสอบ ไปที่ตัวเครื่องกลับไม่ได้ให้ผลลัพธ์อย่างที่โฆษณาไว้ และการสดสอบตรวจเลือดเก็บตัวอย่างก็มีเพียงน้อยนิดเพียง สองร้อยกว่ารายเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก

พูดง่ายๆ คนอเมริกันโดนแหกตา ด้วยผู้หญิงสวยและดูดีมีชาติตระกูลอย่างนางสาวโฮมส์ นั่นเอง

เมื่อผิดหวัง ขบวนการตามล้างเชคบิลจึงเกิดขึ้น  เธอถูกห้ามให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแลบของเธอเป็นเวลา 2 ปี บรรดานักลงทุน ผู้ร่วมงานทั้งหลายก็เกิดตาสว่างขึ้นฉับพลัน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทอรานอส ต่าง

มะรุมมะตุ้มฟ้องร้องค่าเสียหายกันยกใหญ่ สำนักงานอันใหญ่โตในซิลิคอน วัลเล่ย์ ก็ถูกยึดคืนและถูกปล่อยให้เช่าไปเรียบร้อยหลังจากนั้น

ความสวยงาม ความฝัน ของนางสาวโฮมส์สลายไปในชั่วไม่ถึงสองปี จากที่เริ่มโด่งดัง

Fortune ได้ยกให้เธอเป็นเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ที่น่าผิดหวังที่สุด

นางสาวโฮมส์มีโอกาสจะติดคุก. และอาจจะติดหลายปีเสียด้วย เนื่องจากเข้าข่ายว่าหลอกลวง

ผู้บริโภคและให้คำกล่าวอ้างที่เกินจริงในธุรกิจของเธอ

ว่ากันว่ามูลเหตุอย่างนึงที่มีผลให้เรื่องนี้ไปกันไปไกลมากมายใหญ่โต ก็คือ การเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา

ของบรรดาทั้งสื่อของโลกเอง นักลงทุน และรวมถึง คนที่ถูกกระแสของ สตาร์ทอัพ มอมเมา

การมีมาของโฮมส์นั้นมาตามครรลองของตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จอย่างพวกบิลเกตส์

สตีฟจอบส์มาร์คซัคเคอร์เบิร์คก็คือเป็นลักษณะเด็กเรียนเก่งดูดีมีความคิดออกจากมหาลัยทั้งที่เรียนอยู่เพื่อตั้งบริษัทที่ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงโลกได้

แต่ผิดไปนิดเดียวที่เทคโนโลยี่นั้น  ไม่มีอยู่จริง

มีคนตั้งข้อสังเกตุว่า ถ้าเทอรานอส ไม่ได้ พีอาร์หรือ ทำการตลาดมากจนเกินไป บางที ในวันหนึ่งข้างหน้า

เธออาจจะสามารถคิดค้นเทคโนโลยี่ออกมาสำเร็จจริงๆก็ได้ แต่ดูเหมือนทั้งโลกนั้นยัดเยีียดสิ่งที่อยากจะเห็น อยากจะเชื่อให้กับเธอจนลืมความจริงกันไปเสียหมด

และเมื่อเธอไม่ได้มีแผนที่จะจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ดีพอ ความหายนะก็บังเกิด

เคสนี้จึงเป็นอุทธาหรณ์ที่เกิดขึ้นอย่างน่าสลดใจ และให้นักสร้างฝัน สตาร์ทอัพทั้งหลายได้ระมัดระวัง

รวมถึงนักลงทุนที่มักไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ดีเสียก่อนจะได้เชคสติตัวเองก่อน

เคสการตั้งราคาของรองเท้า ADIDAS

Tags

, , , ,

3f78ea9debb291c40112d7d6273637d4--shoe-shop-adidas-originals.jpg

การได้ทำคลาสและมีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมกันทำคลาสถือเป็นบุญกุศลผมเป็นอย่างยิ่ง

และคลาสที่เพิ่งจบลงไปผมก็ได้มีโอกาสเรียนรู้จากคนเก่งท่านนึง ก็คือ

พี่ทาโร่   เลิศวัฒนรักษ์     ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจ นักเขียนหนังสือ เรื่อง มีบางอย่างที่ผิดในธุรกิจ และความเก่งของพี่เขาก็คือ การอ่านธุรกิจ โดยเฉพาะในเรื่องการดูงบการเงิน

wrong.jpg หนังสื่อพี่ทาโร่

.

พี่ทาโร่ ถ้าคุณจะสำเร็จในธุรกิจ คุณต้องดูให้เป็น เพราะไม่งั้น ปลายทาง คุณทำงานไปเหนื่อยแทบตาย อาจไม่เหลือเงินเลยก็ได้

.

จริงๆหัวข้อที่เรา Live ด้วยกัน จะเป็นเรื่องของ Pricing และก็มีตัวอย่างนึงที่มีประโยชน์

อย่างยิ่งต่อทุกท่านที่ทำธุรกิจ

มีเคสนึงเป็นของ แบรนด์ที่ชื่อว่า Adidas ซึ่งทุกคนน่าจะรู้จักกันดีเพราะเป็นแบรนด์กีฬาระดับโลก

.

หลายๆคนที่เคยซื้อรองเท้ายี่ห้อ Adidas น่าจะพอเดาๆ ราคาโดยประมาณได้นั่นก็คือ อยู่ที่

2000 กว่าบาทไปจนถึง 3xxx บาท หรืออาจะแพงกว่านั้น แต่โดยเฉลี่ยก็อยู่ราวๆนี้

.

คิดเป็นเงิน$ ก็เฉลี่ยตกประมาณ 100 เหรียญ ของราคาขายตามห้าง

.

ต้นทุนของรองเท้า(COGS) ที่ADIDAS ผลิตนั้น อยู่ที่ประมาณ ไม่เกิน 20 เหรียญซึ่ง

ผมว่าหลายคนก็รู้

.

แแต่อันนึงที่ทุกคนที่ผมไม่แน่ใจว่าจะรู้หรือไม่ว่า กำไรต่อคู่ที่ Adidas นั้นได้รับตกอยู่เพียง

2 เหรียญเท่านั้น!!!   

.

ผมถามพี่ทาโร่อยู่ซะหลายรอบ เพราะตัวเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าทำไมมันเหลือน้อยจัง

อย่างน้อยไม่เหลือสัก 5 เหรียญละ ดีกว่า 2 ตั้งเยอะ

.

พี่ทาโร่แกเล่ามาแบบนี้ครับ

การขายเข้าห้าง ซึ่งคนที่ทำธุรกิจ retail หรือขายของกะห้างจะพอเข้าใจว่า มันมีเรื่องของ

Supply chain ที่จะต้องจ่ายออก รวมถึงค่าการตลาด  และค่าอื่นๆอีกทั้งขนส่งและค่าคน

รวมถึง Brand ambassador (ซึ่งอาจจะได้เงินต่อคู่มากกว่าเจ้าของแบรนด์ด้วยซ้ำ)

.

ซึ่งหลายคนมักจะมองว่า ทำไม ห้างถึงต้องเอากำไรเยอะขนาดนั้น ไม่ยุติธรรม อันที่จริง

ธุรกิจแต่ละประเภทต่างก็มีธรรมชาติของมัน. ถ้าคุณไปทำห้างคุณก็จะพอรู้เองว่าทำไมห้างจึงต้องเอากำไรมากขนาดนั้น (เอาไว้ว่ากันวันหลัง)

.

แต่ประเด็นที่ผมอยากจะสื่อก็คือ การตั้งและกำหนดราคา นั้น ต้องรู้จักลักษณะธุรกิจให้ดีและชัดเจนจึงจะมองภาพออกว่า ราคานั้น เป็นเรื่องของการรับรู้ของผู้ซื้อ มิใช่สิ่งที่เราอยากจะกำหนดเท่าไหร่ก็ได้

.

เพราะไม่งั้น Adidas คงอยากขึ้นราคาเพื่อให้ได้กำไรมากกว่า 2 เหรียญ

.

บางครั้งการตั้งราคา เพื่อเพิ่มอีกเพียง 5 เหรียญ อาจจะมีผลต่อการลดลงของยอดขาย อีก 5%

.

ซึ่งก็ไม่รู็บางที. การลดต้นทุนลง 5 เหรียญ อาจจะทำให้คุณได้กำไรมากกว่าก็เป็นได้

.

ดังนั้น. การตั้งราคาจึงเป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และข้อมูลจากลูกค้าที่มากพอก่อนตัดสินจึงจะดีที่สุด

.

บางครั้ง. การตั้งราคา มันไม่ใช่เรื่องของเรา  แต่มันเป็นเรื่องของเขาที่เราจะต้องรอด

เครดิตรูป จาก

https://www.pinterest.com/jrmtexas/cars-saleens/?lp=true

กว่าจะเป็นธุรกิจพัฒนาศิลปิน

Tags

, ,

Personal brand development.001.jpeg

#ในฐานะที่ทำงานด้านขายบริการมาก่อน . #หมายถึงงานสร้างศิลปินนะ = =”

ดังนั้นสินค้าที่ขายก็คือ คนเป็นต้นทุนและเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญต่อบริษัทฯสร้างศิลปินและนักแสดง

การจะสร้างศิลปินหรือคนที่มีความสามารถพิเศษจึงต้องมีกระบวนการเส้นทางสำหรับการลงทุน ไม่อย่างนั้น จะเป็นการลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็นอย่างยิ่ง
การเซ็นสัญญาของศิลปินที่บอกกันว่า 3 ปี 5 ปี  คนภายนอกอาจจะมองว่า ยาวนานจริง แต่สำหรับสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาคนนั้นไม่ยาวเลย
กว่าศิลปินคนนึงจะบ่มเพาะออกมาเป็นคนที่มีความครบด้านน่าติดตาม ต้องใช้ทั้งเงิน เวลา และทีมงานมากมาย และโอกาสที่จะได้ศิลปินที่ใช่อาจจะมีเพียง 1ใน 5 หรือ 20% หรือมากน้อยขึ้นอยู่กับความแม่นยำในการคัดเลือก แต่ส่วนใหญ่ก็ประมาณนี้

…….
คนที่จะถูกนำมาขัดเกลา ต้องมีพื้นฐานอยู่แล้วถึงจะสามารถนำมาฝึกต่อได้ การลงทุนในการสร้างก็มีตั้งแต่ทักษะพื้นฐานด้านดนตรี เต้น แสดง รวมถึงบุคลิก และความคิด และความสามารถเสริม
บางครั้ง เราก็ต้องดูแลไปถึงชีวิตส่วนตัว เพื่อให้เขามีสมาธิกับเรื่องเหล่านี้มากที่สุด

ไม่อยากบอก บางคนที่เคยดูแล ต้องถึงกับหาโรงเรียนให้เรียน หาบ้านให้อยู่ และอีกหลายๆอย่างที่ต้องทำ
การบริหารจัดการศิลปินเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมทุกฝ่ายจึงเป็นงานที่ใช้ศาสตร์และศิลป์ หรือใช้ทั้งตัว ใจ และเงิน ตัวเอง รวมถึง น้ำใจอีกด้วย

บางครั้งผลลัพธ์ที่ได้ ก็น่าดีใจ แต่หลายๆครั้ง ก็ไม่ต่างจากพื้น เพื่อปูทางให้เขาไปต่อ
ไปได้แล้ว ได้สิ่งที่ได้ ก็จบกัน จากกันไป
กลับมาที่เรื่องเส้นทางการพัฒนาคนดีกว่า

คนหนึ่งคนที่มีความพร้อมอยู่แล้ว แทบจะหาได้น้อยมาก
แบบอย่างที่เราเห็นที่โด่งดังนั่นแสดงว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เช่น พี่เบิร์ด ลุลา ปาล์มมี่ คนเหล่านี้ให้มีเพียง 1ในล้าน
น้อยไปนะ

คือมีทั้งทักษะพิเศษ ความพยายาม ความรับผิดชอบ ความทะเยอทะยาน และความอยากสำเร็จ

หลายคนมีทุกข้อ ยกเว้นข้อสุดท้าย คืออยากสำเร็จ เพราะใจไม่กล้าคิด กลัวผิดหวัง
เมื่อไม่กล้าคิด กลัว ก็มักไม่ได้
ผมเคยเจอหลายคนที่น่าเสียดายมาก ร้องก็เก่ง หน้าก็ดี การศึกษาก็ได้ แต่กลับกลายเป็นถูกสอนมาไม่ให้มีความอยาก เหมือนมาแล้วก็ไม่รู้จะทำดีหรือไม่
สุดท้ายก็ต้องไปทำอย่างอื่น เพราะความทะเยอทะยานไม่พอ

การใช้เวลาต่อการสร้าง เช่น เรื่องทักษะการเต้น แสดง จะต้องฝึกเป็นปี เพื่อให้จำนวนชั่วโมงสะสมมากพอเพื่อให้เข้าไปในกระดูก ให้เบิร์น

กว่าจะทำได้ ก็ต้องมีหลัก มากกกว่า 50-100 ชั่วโมง
ค่าเรียนอย่างต่ำ ชั่วโมงละ 1,000 ก็เอา 100 ชม. คูณ
แล้วไม่ได้เรียนแค่อย่างเดียว เพียบ

ดังนั้น ค่าใช้จ่ายต่อศิลปินในการพัฒนา จึงเป็นหลักหลายแสนถึงเป็นล้านบาทสำหรับบางคนไม่นับค่าเสริมสวยและศัลยกรรม
ผู้ชายสมัยนี้ก็ฉีดโบนะจ๊ะ

กว่าจะมาคิดราคาเพื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจจึงเป็นงานระดับมหภาค ใช้เวลาอย่างน้อย 3ปี ถึงจะเริ่มมีกำไรบ้าง ปรากฏว่าเข้าปีที่3 หมดสัญญาซะงั้น
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มาว่า ทำไมศิลปินจึงต้องเซ็นสัญญาห้าปี
ไว้จะมาเล่าต่อ

Brand Archetype ที่ช่วยในการสร้างตัวตน

Tags

, ,

Archetype.001.jpeg

คุณอาจจะอยากหา DNA ของคุณให้ชัดเจนและแตกต่าง

Brand Archetype เป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยคุณสร้างจุดเด่นของแบรนด์ หรือหา DNA หรือตัวตนให้แตกต่างได้ครับจุดเริ่มต้นจากนักจิตวิทยาชื่อ Carl jung ที่เก็บข้อมูลเรื่องของความแตกต่างของมนุษย์และสร้างแนวคิดในเรื่องลักษณะเด่นของคนแบบต่างๆไว้ 12 ประเภท ได้อย่างน่าสนใจ

การใช้ Brand Arcetypeจึงถูกไปประยุกต์กะหลายๆธุรกิจ

ที่ได้นำเอาแนวแบบนี้มาใช้ ให้เกิดแบรนด์ที่ไม่เหมือนใคร

โดยเฉพาะด้านการสื่อสารและการตลาด

คุณสามารถนำไปประยุกต์กับสินค้าและบุคคล บริการให้เกิดความแตกต่างได้เลย

โดยใช้เครื่องมือที่ผมว่านี่ละครับ

สังเกตุจากแรงจูงใจและความเป็นตัวตนของ แบรนด์ น่าจะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น

4 ประเภทของ Brand Archetype

1.ประเภท Freedom

บุคลิกOutlaw กฏมีไว้แหก คือ voice ของแบรนด์เหล่านี้ เ็น สายดุ สายเรียกร้องความท้าทาย และสั่นคลอนกฏประเพณีต้องบุคลิกนี้นะครับ เรียกว่าสายล่อฟ้า ไม่กลัวฝน ชอบตั้งคำถามกับแบรนด์ของเดิมๆ และมีความเป็นกบฏด้วย brand เหล่านี้ คือ Harley,Paypal,Levi, Deisel

Explorer ทุกอย่างคือ ปสก,แบรนด์เหล่านี้ต้องการการออกไปท้าทายโลก ไม่กลัวผิด  เพราะอย่างที่บอก ทุกอย่างคือ ปสก จริงๆ

แบรนด์แบบ Richard Branson จึงกลายเป็นต้นแบบ นั่นก็คือ Virgin รวมไปถึงแบรนด์ที่ชอบเป้น Outdoor ทั้งหลายสายนี้บอกแล้วครับชอบผจญภัย

Jester โลกนี้คือความสนุก นั่นคือ voice ของเขา เขาจึงอยากให้ คนในโลกนี้ สนุก !!!! แบรนด์สินค้าประเภทนี้เลยดูเหมาะกับพวก สายปาร์ตี้หน่อย พวก Bav พวก เครื่องดื่ม อย่าง Fanta,Beer Singha,Beer หลายๆยี่ห้อ,แต่ Johny walker ไม่ใช่นะครับ ,อย่างชอคโกแลต M&M นีก็ใช่ครับ หรือแม้แต่อย่าง  Ben jerry

  1. Social

Lover เย้ายวนและมีเสน่ห์  Voice ของเขาเน้นเรื่องความเป็นแบรนด์ที่เตะตาให้กับเพศตรงข้าม

แบรนด์ที่เป็น Type แบบ Lover ต้องการให้คนรัก คนชอบ และหลงไหล โดยเฉพาะพวก Brand Fashion อย่าง Cucci,Victoria secret,Axe

Caregiver ใครไม่แคร์ แต่ฉันแคร์ แบรนด์Type ตัวแม่เรื่องความห่วงใย แบบรนด์ Style นี้ Soft ๆ ใสๆ และเป็นลักษณะที่ทำให้เรารู้สึก อบอุ่น อย่างเช่น แบรนด์ นมตราหมี รถยนต์ Volvo หรือ อย่าง Johnson and Johnson

Regular ฉันเป็นเพือนกับคนทุกคน เป็น Voice ของแบรนด์แบบ Regular ที่ทำให้รู้สึกว่าเขาจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ

แบรนด์ประกันภัย ก็มีบุคลิกแบบนี้ หรืออย่างเวื้อผ้า Muji Uniqloและ Kitkat

3.Ordor

Innocent ฉันคือผู้บริสุทธฺ์ เป็นVoice ที่แบรนด์เหล่านี้ต้องการบอกความเป็นตัวตนแบบซื่อใส น่ารัก และแบรนด์ลักษณะนี้จะกังวลมากถ้าให้เขาไปทำผิดกฏอะไรก็ตาม ดังนั้น ถ้านึกถึงแบรนด์แบบนี้ก็ขอให้นึกถึงอย่าง Coke Macdonald หรือ Dove จะเป็นตย ที่ดีที่สุด

The ruler ฉันคือผู้นำที่น่าเชื่อถือ  บุคลิกแบบ Ruler นั่น ขรึม เอาจริง จัดการ และเป็นผู้นำ เราจะนึกถึง แบรนด์อย่างรถ BMV Mecedez หรืออย่างพวก Citi bank และพวก British airway สายนึ่ง แอบเก๊กหน่อยๆ ก็น่าจะได้นะ

The Sage  ความรู้คือทรัพย์สิน คือ Voice ของ Sage เป็นแนวเนิร์ด แสดงความรู้ ความคิดตลอดเวลา อจจะมีแว่นตา และหนังสือเคียงข้าง จริงๆ วงร๊อค แบบ Bodyslam แนวคิดถึงขีวิตก็ใช่ หรือรถอย่าง Audi นี่มาเลย รวมถึง สายข่าว CNN และ national geography

4.Ego

Creator โลกยังต้องการสิ่งใหม่เสมอ คือ Voice ของ Brand ที่โคตรแซ่บ สร้างสรรค์ เปรี้ยวๆ โชว์ของเกิดใหม่ เวลาคำพูดที่ใช้กะแบรนด์นี้ เราอาจจะพูดว่า คิดได้ไงเนี่ย ทำได้ไง เรานึกถึง Apple Sony Lego Hollywood นี่ก็ใช่นะ

สังเกตุอีกอย่างคือ แบรนด์พวกนี้มักจะเว้นให้เราได้สร้างสรรค์ได้ด้วย

The Hero ฉันต้องเป็นผู้ชนะ คือ Voice ของแบรนด์นี้ เรามักจะนึกถึง การแข่งขัน เลือดสูบฉีด ความภูมิใจ เลือดนักสู้ แบรนด์แบบกีฬา อย่าง Nike Adidas หรือแม้แต่ Duracell น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี หรือแม้แต่ทีมอย่าง Manu ก็ใช่ครับ

The Magician ฉันจะเนรมิตให้เกิดขึ้นจริง  แบรนด์บุคลิกแบบนี้ มักจะมีลับลมคมนัย หรือทำสิ่งแบบเหลือเชื่อได้ เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น คลีนิค ศัลยกรรม  รถยนต์ Tesla หรือ Walt disney ก็ใช่นะ

ทีนี้เวลาจะนำไปใช้ ลองนึกถึงตัวคุณนะครับว่าน่าจะตกอยู่ใน Archetype ไหน

ถ้าไม่แน่ใจ ลองไปทำ Test ใน http://www.brandingdiythailand.com ก่อนก็ได้นะครับ ช่วยได้ประมาณนึงเลยในการหาตัวตนของคุณ

หลังจากได้แล้วค่อยมาคิดเรื่องการสื่อสารแบบเจ๋งๆกัน

แค่เปลี่ยน Archetype แค่นั้น แบรนด์เปลี่ยน โลกเปลี่ยนครับ !!!!

Brand vision

Tags

,

    Brand vision .เป็นเหมือนจุดหลัก และจุดเริ่มต้น เหใอนบอกให้เราคิดว่า อนาคนข้างหน้าเราจะเดินอย่างไร 

ผมชอบวิธีที่มิงอย่างนึงก็คือ การเห็นว่า จุดจบของธุรกิจที้เราฝันนั้น อยู่ตรงไหน เราอยากเห็นภาพมันเป็นยังไง คิดแบบนี้จะทำให้หลายคนเข้าใจคำนี้มากขึ้นว่าจุดจบของธุรกิจฉันใน 10 ปี หรือ 100 ปี ฉันอยากให้ภาพอะไรมันเกิดขึ้นกับเรา เราจะได้วางแผนเรื่องของการเดินทางของแบรนด์ได้ถูกว่าจะเป็นอย่างไร

สำหรับคนที้ยิ่งไม่เคยเริ่ม การทำแผน 1 ปีแบบง่ายๆยิ่งต้องทำเลยเพราะสำคัญเพื่อเชคความเป็นได้ของแบรนด์

ผมแคปเจอร์แผนนี้มาจากหนังสือที่ชื่อ $100 startup ซึ่งเขียนเรื่องแผนปีนึงไว้เข้าใจไม่ยากครับ ลองดู

แต่ เดี๋ยวก่อน ก่อนจะไปถึง 1 ปี ถ้าคนที่ยิ่งไม่ได้เริ่ม ผมขอให้เริ่มต้นจาก  MVP หรือ Minimum Vipor Product แบบที่  Lean startup เขาทำเสียก่อน ก็คือ ลดขั้นตอน ลองหาวิธีการที่จะทดสอบไอเดียเราว่ามีลํกค้าหรือไม่เสียก่อนนะครับ หลายๆคยมักเริ่มต้นด้วยการเปิดเพจ ให้คนเริ่ม พรีออเด้อร สินค้า แล้วก็เชคดํกระแส ก่อนผลิตจริง เพราะถ้าเกิดสินค้าของคัณต้นทุนสูงละก็ มีโอกาสเจ๊งง่ายมาก ถ้าคุณยังไม่ลองทดสอบตลาดให้ชัวร์เสียก่อน

Brand image ภาพจำคือการสื่อสาร

Tags

, ,

การที่แบรนของคุณยังไม่ชัดและยังคลาดเคลื่อนบุคคลไม่เข้าใจเพราะขาดความรู้และทักษะที่เพียงพอดังนั้นสิ่งที่ผมพยายามที่จะสื่อสารจะเป็นเรื่องเหล่านี้เพื่อให้คุณได้ทำแบรนด์ให้ชัดเจนมากที่สุดด้วยตัวของคุณเอง

Brand image หรือภาพจำเป็นเครื่องมือ ที่จำเป็นลำดับแรกๆ ที่ไม่อาจมองข้ามได้เลย 

โครงสร้างที่สำคัญของแบรนด์ในปัจจุบัน

Personal brand

Product brand

Business brand

ทั้งสามส่วน ล้วนต้องมี ภาพจำที่ทำให้คน รู้สึกประทับจิตในแบรนด์ ตั้งแต่ภาพแรกที่ได้เห็น

อย่างสิ้นข้อสงสัย และต้องเข้าใจ หรือรู้สึกอย่างถูกต้องตามที่แบรนด์ได้กำหนดไว้

ทั้งสามตัวอย่างขอยกตัวอย่าง Global brand

Personal brand   :Jamie Oliver

Screenshot 2017-03-06 17.44.41.png

Personal brand ของ Jamie Oliver นั้นถูกกำหนดอย่างชัดเจนตั้งแต่ บุคลิก สี

ภาพสะท้อนของเขา แม้กระทั่ง มุมของภาพรวมถึง คำพูดคำจา ทำให้ เขากลาย

เป็น Iconic ของผู้ชายเท่ๆ ที่ทำอาหารเก่งที่สุดแห่งยุคนี้ไปแล้ว

Product Brand  : Nike

article-2278606-1793d41c000005dc-601_634x326

แบรนด์สินค้าอย่าง Nike สะท้อนความเป็นนักกีฬา ทุกภาพที่สื่อสารไม่ว่าจะเป็นกีฬาชนิดไหน

จะเปลี่ยนคำเปรยอย่างไร เราจะเห็นได้ถึงบุคบิกของชัยชนะ โลโก้สัญลักษณ์ swoosh

รวมถึงพลังแฝงแห่งความเป็นนักกีฬาที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์

Business Brand :Apple

appleretailstore_long

Business brand แบบ Apple คงทำให้ทุกคนเข้าใจได้ถึง วัฒนธรรม สินค้าทุกอย่างที่ Apple ขาย

รวมไปถึง แม้กระทั่งการบริการและการตกแต่งร้านที่สะท้อน ความเป็นสมัยใหม่ เรียบง่าย สะอาด

และความเป็นผู้นำในโลกของ คอมพิวเต้อร์ และโทรศัพท์มือถือ รวมถือ Device อื่นๆและเพลง

Personal brand,Product brand &Business brand Ex2 : Carabao

001

คาราบาวเป็นเป็นตัวอย่างที่ดีมากที่สามารถครอบคลุมแบรนด์ทั้ง 3 แบบ คือ Personal brand,Product brand,Business brand การวางรูปลักษณ์ สัญลักษณ์รูปเขาควายรวมถึง การให้บุคลิกของวงเป็นนักสู้ และภาพลักษณ์รวมของวงนั้น ชัดเจน และแทบไม่เคยหลุดโทน จวบจน  35 ปีที่ผ่านมา ความเป็นแบรนด์ที่ครบมุม มิติของคาราบาว นั้นสร้างแฟนเพลงให้เข้าใจตัวตนของเขา

และยอมรับในเป้าหมายของการทำงาน รวมถึง สิ่งที่เป็นตัวตนเขาได้อย่างยาวนาน

Brand Image ต้องการภาพจำ ที่ทำให้คนรู้สึกว่า นี่คือ สิ่งที่แตกต่างจากสินค้าแบบเดียวกันอย่างชัดเจน

ในส่วน Component อื่นๆเด่วมาเล่าให้ฟังคราวต่อไปนะครับ

คิดว่าอาจจะเอาไปสอนใน BrandingdIY รอบวันที่12 มีค ใครสนใจ

ตามไปฟังกันนะครับ #brandingDIY

http://brandingdiythailand.com/courses#workshop

==============================

ชื่อแบรนด์ คือองค์ประกอบแรกที่ต้องคิดให้เยอะ

Tags

, , , ,

12 componentsbrand.001.jpeg

#ในบรรดาองค์ประกอบของเรื่องแบรนด์ 12 อย่าง
ข้อที่ผมให้ความสำคัญอย่างมากก็คือชื่อแบรนด์
ชื่อแบรนด์ คือหน้าต่างบานแรก
ชื่อบ่งบอกทุกอย่าง
ตั้งแต่ ความหมาย เสียงที่เปล่ง
เมื่อลูกค้าได้ยิน เกิดปฏิกริยาแบบไหน
และชื่อบางชื่อ สามารถกำหนดอารมณ์ความรู้สึกลูกค้าได้เลย
จะให้รักหรือเกลียด สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ชื่อแบรนด์

หลักๆที่เอาไว้ คิดตอนตั้งชื่อสำหรับผมมีดังนี้

1.ต้องความหมายคือหมายความว่า มันมีเรื่องราวซ่อนอยู่ จะดีมาก
2.จำง่าย ชื่อ หนึ่งถึงสามพยางค์ เลยเป็นอะไรที่คนคิดชื่อแบรนด์มักจะคิดมากที่สุด
3.อยากเรียกอีกเรื่อยๆ ชื่อแบรนด์อย่าง โคคาโคล่า ไนกี้ แอปเปิ้ล โฟลค์ เราจะรู้สึกไม่ติดลบกับชื่อเหล่านี้เลย
ดังนั้น เวลาตั้งชื่อให้ลองคิดถึงเสียงที่ออก รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อชื่อนั้นๆว่าเราโอเคมั้ยเวลาเรียก
4.ไม่สร้างความสับสนในประเภทสินค้า ควรระมัดระวังเรื่องการมีประเภทสินค้าอื่นอยู่ในชื่อแบรนด์เราเช่น มีคำว่าเห็ดสดในชื่อแบรนด์ทั้งที่ขายกาแฟ  อย่างนี้งงเอาเรื่อง!!!! (มันเคยมีจริงๆนะครับ)
5.ไม่ส่อไปในทางลบหรือผิดกฏหมาย แน่นอน ถ้าชื่อมันมีความส่อไม่ดี คุณต้องเปลี่ยนทันทีเลยล่ะ
6.เป็นชื่อที่จะไม่เชยในอีกห้าปีอย่างน้อย อันนี้อาจจะพุดยาก แต่ง่ายๆคือ อะไรที่มันฮิตมากๆตอนนี้ ให้คุณระวังไว้ว่ามันอาจจะกลายเป็นเชยมากๆในปีต่อไป
7.เราสามารถเอาชื่อมาจดโดเมนได้ เชคโดเมนเนมก่อนเลยว่าชื่อนี่จด .com ได้หรือไม่

ในส่วน Component อื่นๆเด่วมาเล่าให้ฟังคราวต่อไปนะครับ
คิดว่าอาจจะเอาไปสอนใน BrandingdIY รอบวันที่12 มีค ใครสนใจ
ตามไปฟังกันนะครับ #brandingDIY
http://brandingdiythailand.com/courses#workshop
==============================

Smart city แบบสิงคโปร์ ที่เมืองไทยต้องศึกษา

Tags

, , , , ,

เมื่อสิงคโปร์กำลังจะพัฒนาเมืองไปสู่ Smart city

สำหรับเมืองเล็กๆแต่ติดอันดับรำ่รวยต้นๆของโลกอย่าง #Singapore

เขาบอกว่าคำอย่าง Smart city ไม่ใช่แค่เพียงคำสวยๆ

หรือการทำการตลาดเท่ๆ แต่มันมีความหมายที่มากกว่านั้น

1.ทำไมการเป็น Smart city จึงสำคัญ

การเป็น Smart city มีสิ่งที่ก้าวไปพร้อมกับ เทคโนโลยี่

นั่นก็คือการยกระดับธุรกิจและผู้คนทที่จะต้องพร้อมกับอนาคต

ที่มีมากกว่าแค่ความสามารถ แต่ยังรวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์

และการสร้างทำสิ่งใหม่ๆ ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกเก่าได้

ชีวิตดีขึ้น สะดวกขึ้น งานที่ดีขึ้น สังคมลดเรื่องความเสืยงในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ

มีความมั่นคงในเรื่องสถานะภาพ ความเป็นเมืองที่อำนวยต่อคน

โปรเจคนี้ ใช้เวลาในการสร้าง 10-20 ปี เพื่อลดความเสี่ยง

ของงานที่อาจจะหายไปกับอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ

เป้าประสงค์แรกของสิงคโปร์ ก็เพื่อให้เกิดเรื่องของการจ้างงานต่อคนในประเทศ

รวมไปถงคุณภาพชีวิต และสังคมที่ยกระดับ

2.คุณค่าต่อผู้คนในการวางแผนเมือง

Dr vivian มีความเชื่อว่า ผู้คนในยุคต่อไปมีความต้องการที่จะมีตัวตนทางสังคมมากขึ้น

และเขาก็มีความเชื่อว่า เทคโนโลยี่ไม่ว่าจะเป็น Skype youtube facebook หรืออื่นๆ

ได้เปลี่ยนแปลงผู้คนไปแล้วทั่วโลก และในความเป็นจริง เทคโนโลยี่เหล่านี้ก็ได้เปลี่ยนโลก

และความคิดของผู้คนอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่เขาต้องการทำในระดับพื้นฐานสำคัญก็คือ พัฒนาระบบการเดินทางขนาดใหญ่ เพื่อลดเวลาในการเดินทาง และให้บริการ ไวไฟ ฟรีในที่สาธารณะเพื่อเพิ่มการเชื่อมโยงและสร้างสมรรถนะ

ของการใช้ประโยชน์จากโลกอินเตอร์เนต เพราะเขาเชื่อว่าคนสิงคโปร์จะได้ประโยชน์

และเข้าถึงข้อมูลที่มีประโยชน์ได้มากกว่า

3.Smart Healthcare ที่ให้บริการอย่างปลอดภัย

สิ่งสำคัญของเขา มี 3 ข้อคือ ทำให้ ถูกกว่า เข้าถึงง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า สิ่งที่ปลอดภัยมากกว่า

ไม่ใช่แค่ในโรงพยาบาล แต่ยังหมายไปถึงบ้าน คุณหมอสามารถให้คำปรึกษาได้รวดเร็วเข้าถึง

การตรวจวัดร่างกายหรือ นำ้ตาลในเลือดสามารถมีเครื่องตรวจได้เลย

ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างง่าย โดยสามารถทำได้ที่บ้านตัวเอง

โดยที่คุณสามารถบอกตัวตนของคุณได้โดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาสวมรอยคุณ

(เพราะปรกติ Medical record นั้นถือเป็นความลับของแต่ละบุคคล) โดยมีระบบ

Sync pass ที่จะรักษาตัวตนของคุณ โดยที่เราจะมีระบบป้องกันข้อมูลนี้

ดร. วิเวียนพูดว่า เรื่องนี้เหมือนเหรียญสองด้านที่อาจจะทำไม่ได้เลยถ้าระบบ ป้องกันภัยไม่เจ๋งพอ

4.กฏของ มัวร์ จะทำต้นทุนทุกอย่างถูกลงในการสร้าง Smart city

ด้วยกฏเกณฑ์ของอุตสาหกรรมแบบ Digital นั้น ในทุกๆ 18 เดือนบ่งบอกถึง

การเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงราคาก็เช่นกัน เขาเชื่อว่า ในอนาคต

สิ่งที่ยังทำไม่ได้หลายอย่างในตอนนี้ด้วยปัจจัยเรื่องของราคา อาจะไม่ใช่

ในอีก 18 เดือนข้างหน้า และนั่นคือสิ่งที่เขาจะต้องเตรียมเสียแต่วันนี้

(สมเป็นชาติแห่งการวางแผนเสียจริงๆ) และในมุมของการลงทุน

แบบ public investment หรือการลทุนแบบสาธารณะ 18 เดือนไม่ใช่เรื่อง

ที่ยาวนานเลย

5.เมืองที่รถยนต์ที่ไม่มีคนขับ

เขาเชื่อว่า ณ ปัจจุบัน หลายบริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยี่ เกี่ยวกับรถยนต์วิ่งได้เอง

ปัจจัยสำคัญก็คือ นโยบายของการเกื้อหนุนต่อการใช้รถยนต์แบบนี้ การประกันภัยรถ

กฏหมายต่างๆที่รับผิดชอบต่อเรื่องนี้ บริษัทร่วมทุน เราไม่จำเป็นสร้างรถด้วยตนเอง

แต่เราจะเป็นประเทศที่เป็นต้นแบบในการใช้พาหนะแบบนี้ที่สวยงามที่สุดในโลก

และเป็นการยกระดับเมือง เขาเชื่อว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้จริง

และสามารถพัฒนาให้เป็นระบบขนส่งสาธาณะ (บ้านเราแทกซี่จะทำไงวะ!!!)

6.การเชื่อมโยง Smart city

เขาไม่เชื่อว่า การเป็นเมืองแบบ Smart city จะถูกแยกออกไป เขาเชื่อว่า

นี่คือส่วนหนึ่งของการเป็น Partner ของทั้งโลก เมื่อสิ่งที่น่าสนใจที่เราฝันไว้เกิดขึ้น

เราพัฒนา เราทดสอบ เราปรับปรุง เราสร้างสิ่งประดิษฐต้นแบบ ทั้งหมดที่ว่ามา เราต้องการ

network ทั้งสิ้น ที่จะเชื่อโยง Smart city กับ ความรู้ ทุกอย่างจะถูกเชื่องโยงกัน

ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การเปลี่ยนถ่ายสู่สิ่งที่ดีกว่า ไปทั่วโลก

และสิ่งที่สำคัญ เขาก็เชื่อว่าเมืองเล็กๆอย่างสิงคโปร์นั้น จะไม่ได้อยู่อย่างเดียวดาย

แต่จะติดต่อกับคนทั้งโลกsmartcity.jpg

วิดีโอที่เล่าเรื่องจากปาก ดร.วิเวียน

http://www.hitachi.co.th/eng/social-innovation/startupmycity/building_a_citizen.html?WT.mc_id=16ThEnAs-taboolaStartUpMyCityBuild

เมืองไทยเราได้บรรจุ เรื่องของ Smart city อยู่ในโครงการที่ชื่อ eec หรือการพัฒนาเขตเศรษฐกิจให้เป็นเมืองใหม่ในอีก 15 ปีข้างหน้าโดยรัฐบาลเป็นผู้ลงทุนมากกว่า 1.5 ล้านล้านบาท

http://www.ieat.go.th/assets/uploads/attachment/file/20160708160444903104049.pdf

และนี่เป็นบางส่วนจาก Smartcity ของบ้านเรา

http://www.sipa.or.th/th/article/phuket-smart-city-first-step-thailand-40

เอิ่ม มองดูแล้ว มันคงต้องทำอะไรอีกหลายอย่างเลย สำหรับคำว่า thailand 4.0