เคล็ดลับ 2 Sided-Platform ที่ทำให้แบรนด์ดัง

Featured

Tags

, , , ,

brandchatz 2side.001.jpeg

#มีคนถามว่าแบรนด์ธุรกิจแบบไหนเป็นช่วงขาขึ้นที่สุด
ส่วนตัวผมอยากจะบอกว่า ธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์แบบสองด้านนี่แหล่ะ(Two-sided online Platform) มาแรงและปั๊มเงินได้เยอะสุดแล้ว(Growth hacking)
แบรนด์ดังๆ ก็ AirBnB, Etsy,Uber,Grab และอีกหลายๆแบรนด์ในปัจจุบันก็หันมาทำรูปแบบนี้มากมาย อย่างเมืองไทยก็ Fastwork.co,wongnai พวกนี้เป็นต้น
 
ข้อสังเกตุของธุรกิจแพลตฟอร์มแบบนี้ที่น่าสนใจคือ
1.รวบรวมทั้งสองด้านก็คือ ฝั่งคนให้บริการ และฝั่งคนหาบริการเข้ามาอยู่ในที่เดียวกัน
2.มีการจัดการเรื่องของ Search keyword ที่ครบถ้วนตามความต้องการในการซื้อและการขาย ใครใครซื้อก็ซื้อ ใครใคร่ขายก็ขายเลือกได้
3.มีรูปแบบที่ทันสมัยและlifestyle การใช้งานนั้นตรงกับคนในปัจจุบันที่ต้องการที่รวมเพื่อให้เราได้หาทุกสิ่งอย่างในที่ที่เดียว
 
แต่กลยุทธ์ที่สำคัญของทุกแบรนด์ก็คือ คุณจะหาจุด ขยาย หรือ Growth hacking ให้เจอในวิธีการใดแและแบบไหน จนกลายเป้นธุรกิจระดับหลักรอ้ยล้าน 1,000 ล้าน
 
สิ่งที่เป็น Key Success Factor ของธุรกิจคือเรื่องนี้
แต่สิ่งที่เป้น Key success Factor ของการสร้างแบรนด์มักจะอยู่ตรงที่
 
1. คุณค่าร่วม Share value ที่ทุกคนได้ประโยชน์จากคุณ ไม่ว่า ถูกลง แก้ปัญหาได้ ใช้ง่าย เร็ว หรือ บลาบลาบลา
 
ข้อ 2. ข้อนี้สำคัญ ก็คือ ความเท่ ความแปลกใหม่ และความมีกึ๋นของ แบรนด์ที่แสดงออกมาในพฤติกรรมและบุคลิก
======
ผมอยากจะเอาข้อมูลการ Growth hacking ของ Airbnb ที่ได้จากการใช้ Database ของ Craiglist
มาให้อ่านเป็นไอเดียครับ (Craigslist เป็นเครือข่ายชุมชนออนไลน์ โดยให้บริการในการประกาศขายของออนไลน์ หางาน สมัครงาน หาคู่ และเป็น เวปบอร์ด พูดคุยในหลายๆด้าน
===================

Airbnb รู้ผ่านการวิจัยตลาดและประสบการณ์ของตนเองว่า Craigslist เป็นสถานที่

ที่ซึ่งผู้ที่ต้องการสิ่งอื่นนอกเหนือจากประสบการณ์ในโรงแรมระดับมาตรฐานมองหารายชื่อ

คำอื่น ๆ ตลาดเป้าหมายของ Airbnb

เพื่อที่จะเข้าสู่ตลาดนี้ Airbnb ได้นำเสนอผู้ใช้ที่ระบุคุณสมบัติบน Airbnb

โอกาสที่จะโพสต์ไปยัง Craigslist ได้เป็นอย่างดีแม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีทางทำนองคลองธรรมก็ตาม

Craigslist ให้ทำเช่นนั้น แม้ว่าจะค่อนข้างง่ายในการมองย้อนหลังการดำเนินการไม่ได้ง่าย

ในสาระสำคัญ Craigslist บันทึกข้อมูลรายชื่อโดยใช้ URL ที่ไม่ซ้ำมากกว่าคุกกี้ เพราะว่า

 Airbnb สามารถสร้าง botb เพื่อเข้าชม Craigslist ขัดขวาง URL ที่ไม่ซ้ำกันป้อนข้อมูลรายชื่อและ

ส่งต่อ URL ไปยังผู้ใช้เพื่อเผยแพร่ ด้านอื่น ๆ ของการรวมกลุ่มนี้ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายอีกด้วย

บอทยังต้องกรอกหมายเลขของรูปแบบที่ง่ายที่สุดคือประเภท Craigslist ภูมิภาคที่เฉพาะเจาะจงได้รับการพิสูจน์

เนื่องจาก Craigslist มี Craigslist หลายรุ่นหลายร้อยรุ่นซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า

อื่น ๆ เช่นภูมิภาคย่อยๆภายในภูมิภาคสำหรับ Bay Area และอีกหนึ่ง Craigslist สำหรับทั้งโดเมน

รัฐเมน ซึ่งหมายความว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นเชคทุก Craigslist และขูดชื่อและรหัสสำหรับทุกภูมิภาค

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับอีเมลที่ไม่ระบุตัวตนที่ได้รับมอบหมายจาก Craigslist ฟังก์ชั่นนี้มี

ที่จะปิดและแทนที่ด้วยการเชื่อมโยงไปยังรายชื่อ Airbnb และเพื่อให้มั่นใจว่ารายการดังกล่าวโดดเด่น

ระหว่างค่าโดยสาร Craigslist มาตรฐานการสนับสนุน HTML ของแพลตฟอร์มที่ จำกัด ต้องได้รับการพิจารณา

ประโยชน์ของการรวม Airbnb-Craigslist เป็นจำนวนมาก ไม่เพียง แต่เป็นปริมาณที่แท้จริงเท่านั้น

ของศักยภาพที่สามารถเข้าถึงได้ผ่าน Craigslist แต่ที่จริง Airbnblistings อื่น ๆ

คุณสมบัติที่พร้อมใช้งานมากขึ้นส่วนบุคคลมีคำอธิบายที่ดีขึ้นและภาพถ่ายที่สวยงามยิ่งขึ้นทำให้พวกเขาได้มากขึ้น

ที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ Craigslist ที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อน

เมื่อผู้ใช้ Craigslist ทำการสลับผู้ใช้เหล่านี้มักจะไม่สนใจ Craigslist และหนังสือ

ผ่าน Airbnb ในอนาคต ไม่เพียงเท่านั้น แต่ยังมีผู้ที่มีคุณสมบัติอยู่ใน Airbnb ด้วย

ทำรายได้มากขึ้นในรายการของพวกเขาซึ่งทำให้พวกเขาใช้บริการอีกครั้งและอีกครั้ง

=======================

เป็นส่วนหนึ่งที่ผมทำการแปลและคัดลอกมาจาก Case ของ Harvard business School

Credit:ขอบคุณน้อง จูน แห่ง Metta group ครับสำหรับ Case  😀

Brand Archetype ที่ช่วยในการสร้างตัวตน

Tags

, ,

Archetype.001.jpeg

คุณอาจจะอยากหา DNA ของคุณให้ชัดเจนและแตกต่าง

Brand Archetype เป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยคุณสร้างจุดเด่นของแบรนด์ หรือหา DNA หรือตัวตนให้แตกต่างได้ครับจุดเริ่มต้นจากนักจิตวิทยาชื่อ Carl jung ที่เก็บข้อมูลเรื่องของความแตกต่างของมนุษย์และสร้างแนวคิดในเรื่องลักษณะเด่นของคนแบบต่างๆไว้ 12 ประเภท ได้อย่างน่าสนใจ

การใช้ Brand Arcetypeจึงถูกไปประยุกต์กะหลายๆธุรกิจ

ที่ได้นำเอาแนวแบบนี้มาใช้ ให้เกิดแบรนด์ที่ไม่เหมือนใคร

โดยเฉพาะด้านการสื่อสารและการตลาด

คุณสามารถนำไปประยุกต์กับสินค้าและบุคคล บริการให้เกิดความแตกต่างได้เลย

โดยใช้เครื่องมือที่ผมว่านี่ละครับ

สังเกตุจากแรงจูงใจและความเป็นตัวตนของ แบรนด์ น่าจะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น

4 ประเภทของ Brand Archetype

1.ประเภท Freedom

บุคลิกOutlaw กฏมีไว้แหก คือ voice ของแบรนด์เหล่านี้ เ็น สายดุ สายเรียกร้องความท้าทาย และสั่นคลอนกฏประเพณีต้องบุคลิกนี้นะครับ เรียกว่าสายล่อฟ้า ไม่กลัวฝน ชอบตั้งคำถามกับแบรนด์ของเดิมๆ และมีความเป็นกบฏด้วย brand เหล่านี้ คือ Harley,Paypal,Levi, Deisel

Explorer ทุกอย่างคือ ปสก,แบรนด์เหล่านี้ต้องการการออกไปท้าทายโลก ไม่กลัวผิด  เพราะอย่างที่บอก ทุกอย่างคือ ปสก จริงๆ

แบรนด์แบบ Richard Branson จึงกลายเป็นต้นแบบ นั่นก็คือ Virgin รวมไปถึงแบรนด์ที่ชอบเป้น Outdoor ทั้งหลายสายนี้บอกแล้วครับชอบผจญภัย

Jester โลกนี้คือความสนุก นั่นคือ voice ของเขา เขาจึงอยากให้ คนในโลกนี้ สนุก !!!! แบรนด์สินค้าประเภทนี้เลยดูเหมาะกับพวก สายปาร์ตี้หน่อย พวก Bav พวก เครื่องดื่ม อย่าง Fanta,Beer Singha,Beer หลายๆยี่ห้อ,แต่ Johny walker ไม่ใช่นะครับ ,อย่างชอคโกแลต M&M นีก็ใช่ครับ หรือแม้แต่อย่าง  Ben jerry

  1. Social

Lover เย้ายวนและมีเสน่ห์  Voice ของเขาเน้นเรื่องความเป็นแบรนด์ที่เตะตาให้กับเพศตรงข้าม

แบรนด์ที่เป็น Type แบบ Lover ต้องการให้คนรัก คนชอบ และหลงไหล โดยเฉพาะพวก Brand Fashion อย่าง Cucci,Victoria secret,Axe

Caregiver ใครไม่แคร์ แต่ฉันแคร์ แบรนด์Type ตัวแม่เรื่องความห่วงใย แบบรนด์ Style นี้ Soft ๆ ใสๆ และเป็นลักษณะที่ทำให้เรารู้สึก อบอุ่น อย่างเช่น แบรนด์ นมตราหมี รถยนต์ Volvo หรือ อย่าง Johnson and Johnson

Regular ฉันเป็นเพือนกับคนทุกคน เป็น Voice ของแบรนด์แบบ Regular ที่ทำให้รู้สึกว่าเขาจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ

แบรนด์ประกันภัย ก็มีบุคลิกแบบนี้ หรืออย่างเวื้อผ้า Muji Uniqloและ Kitkat

3.Ordor

Innocent ฉันคือผู้บริสุทธฺ์ เป็นVoice ที่แบรนด์เหล่านี้ต้องการบอกความเป็นตัวตนแบบซื่อใส น่ารัก และแบรนด์ลักษณะนี้จะกังวลมากถ้าให้เขาไปทำผิดกฏอะไรก็ตาม ดังนั้น ถ้านึกถึงแบรนด์แบบนี้ก็ขอให้นึกถึงอย่าง Coke Macdonald หรือ Dove จะเป็นตย ที่ดีที่สุด

The ruler ฉันคือผู้นำที่น่าเชื่อถือ  บุคลิกแบบ Ruler นั่น ขรึม เอาจริง จัดการ และเป็นผู้นำ เราจะนึกถึง แบรนด์อย่างรถ BMV Mecedez หรืออย่างพวก Citi bank และพวก British airway สายนึ่ง แอบเก๊กหน่อยๆ ก็น่าจะได้นะ

The Sage  ความรู้คือทรัพย์สิน คือ Voice ของ Sage เป็นแนวเนิร์ด แสดงความรู้ ความคิดตลอดเวลา อจจะมีแว่นตา และหนังสือเคียงข้าง จริงๆ วงร๊อค แบบ Bodyslam แนวคิดถึงขีวิตก็ใช่ หรือรถอย่าง Audi นี่มาเลย รวมถึง สายข่าว CNN และ national geography

4.Ego

Creator โลกยังต้องการสิ่งใหม่เสมอ คือ Voice ของ Brand ที่โคตรแซ่บ สร้างสรรค์ เปรี้ยวๆ โชว์ของเกิดใหม่ เวลาคำพูดที่ใช้กะแบรนด์นี้ เราอาจจะพูดว่า คิดได้ไงเนี่ย ทำได้ไง เรานึกถึง Apple Sony Lego Hollywood นี่ก็ใช่นะ

สังเกตุอีกอย่างคือ แบรนด์พวกนี้มักจะเว้นให้เราได้สร้างสรรค์ได้ด้วย

The Hero ฉันต้องเป็นผู้ชนะ คือ Voice ของแบรนด์นี้ เรามักจะนึกถึง การแข่งขัน เลือดสูบฉีด ความภูมิใจ เลือดนักสู้ แบรนด์แบบกีฬา อย่าง Nike Adidas หรือแม้แต่ Duracell น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี หรือแม้แต่ทีมอย่าง Manu ก็ใช่ครับ

The Magician ฉันจะเนรมิตให้เกิดขึ้นจริง  แบรนด์บุคลิกแบบนี้ มักจะมีลับลมคมนัย หรือทำสิ่งแบบเหลือเชื่อได้ เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น คลีนิค ศัลยกรรม  รถยนต์ Tesla หรือ Walt disney ก็ใช่นะ

ทีนี้เวลาจะนำไปใช้ ลองนึกถึงตัวคุณนะครับว่าน่าจะตกอยู่ใน Archetype ไหน

ถ้าไม่แน่ใจ ลองไปทำ Test ใน http://www.brandingdiythailand.com ก่อนก็ได้นะครับ ช่วยได้ประมาณนึงเลยในการหาตัวตนของคุณ

หลังจากได้แล้วค่อยมาคิดเรื่องการสื่อสารแบบเจ๋งๆกัน

แค่เปลี่ยน Archetype แค่นั้น แบรนด์เปลี่ยน โลกเปลี่ยนครับ !!!!

Brand vision

Tags

,

    Brand vision .เป็นเหมือนจุดหลัก และจุดเริ่มต้น เหใอนบอกให้เราคิดว่า อนาคนข้างหน้าเราจะเดินอย่างไร 

ผมชอบวิธีที่มิงอย่างนึงก็คือ การเห็นว่า จุดจบของธุรกิจที้เราฝันนั้น อยู่ตรงไหน เราอยากเห็นภาพมันเป็นยังไง คิดแบบนี้จะทำให้หลายคนเข้าใจคำนี้มากขึ้นว่าจุดจบของธุรกิจฉันใน 10 ปี หรือ 100 ปี ฉันอยากให้ภาพอะไรมันเกิดขึ้นกับเรา เราจะได้วางแผนเรื่องของการเดินทางของแบรนด์ได้ถูกว่าจะเป็นอย่างไร

สำหรับคนที้ยิ่งไม่เคยเริ่ม การทำแผน 1 ปีแบบง่ายๆยิ่งต้องทำเลยเพราะสำคัญเพื่อเชคความเป็นได้ของแบรนด์

ผมแคปเจอร์แผนนี้มาจากหนังสือที่ชื่อ $100 startup ซึ่งเขียนเรื่องแผนปีนึงไว้เข้าใจไม่ยากครับ ลองดู

แต่ เดี๋ยวก่อน ก่อนจะไปถึง 1 ปี ถ้าคนที่ยิ่งไม่ได้เริ่ม ผมขอให้เริ่มต้นจาก  MVP หรือ Minimum Vipor Product แบบที่  Lean startup เขาทำเสียก่อน ก็คือ ลดขั้นตอน ลองหาวิธีการที่จะทดสอบไอเดียเราว่ามีลํกค้าหรือไม่เสียก่อนนะครับ หลายๆคยมักเริ่มต้นด้วยการเปิดเพจ ให้คนเริ่ม พรีออเด้อร สินค้า แล้วก็เชคดํกระแส ก่อนผลิตจริง เพราะถ้าเกิดสินค้าของคัณต้นทุนสูงละก็ มีโอกาสเจ๊งง่ายมาก ถ้าคุณยังไม่ลองทดสอบตลาดให้ชัวร์เสียก่อน

Brand image ภาพจำคือการสื่อสาร

Tags

, ,

การที่แบรนของคุณยังไม่ชัดและยังคลาดเคลื่อนบุคคลไม่เข้าใจเพราะขาดความรู้และทักษะที่เพียงพอดังนั้นสิ่งที่ผมพยายามที่จะสื่อสารจะเป็นเรื่องเหล่านี้เพื่อให้คุณได้ทำแบรนด์ให้ชัดเจนมากที่สุดด้วยตัวของคุณเอง

Brand image หรือภาพจำเป็นเครื่องมือ ที่จำเป็นลำดับแรกๆ ที่ไม่อาจมองข้ามได้เลย 

โครงสร้างที่สำคัญของแบรนด์ในปัจจุบัน

Personal brand

Product brand

Business brand

ทั้งสามส่วน ล้วนต้องมี ภาพจำที่ทำให้คน รู้สึกประทับจิตในแบรนด์ ตั้งแต่ภาพแรกที่ได้เห็น

อย่างสิ้นข้อสงสัย และต้องเข้าใจ หรือรู้สึกอย่างถูกต้องตามที่แบรนด์ได้กำหนดไว้

ทั้งสามตัวอย่างขอยกตัวอย่าง Global brand

Personal brand   :Jamie Oliver

Screenshot 2017-03-06 17.44.41.png

Personal brand ของ Jamie Oliver นั้นถูกกำหนดอย่างชัดเจนตั้งแต่ บุคลิก สี

ภาพสะท้อนของเขา แม้กระทั่ง มุมของภาพรวมถึง คำพูดคำจา ทำให้ เขากลาย

เป็น Iconic ของผู้ชายเท่ๆ ที่ทำอาหารเก่งที่สุดแห่งยุคนี้ไปแล้ว

Product Brand  : Nike

article-2278606-1793d41c000005dc-601_634x326

แบรนด์สินค้าอย่าง Nike สะท้อนความเป็นนักกีฬา ทุกภาพที่สื่อสารไม่ว่าจะเป็นกีฬาชนิดไหน

จะเปลี่ยนคำเปรยอย่างไร เราจะเห็นได้ถึงบุคบิกของชัยชนะ โลโก้สัญลักษณ์ swoosh

รวมถึงพลังแฝงแห่งความเป็นนักกีฬาที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์

Business Brand :Apple

appleretailstore_long

Business brand แบบ Apple คงทำให้ทุกคนเข้าใจได้ถึง วัฒนธรรม สินค้าทุกอย่างที่ Apple ขาย

รวมไปถึง แม้กระทั่งการบริการและการตกแต่งร้านที่สะท้อน ความเป็นสมัยใหม่ เรียบง่าย สะอาด

และความเป็นผู้นำในโลกของ คอมพิวเต้อร์ และโทรศัพท์มือถือ รวมถือ Device อื่นๆและเพลง

Personal brand,Product brand &Business brand Ex2 : Carabao

001

คาราบาวเป็นเป็นตัวอย่างที่ดีมากที่สามารถครอบคลุมแบรนด์ทั้ง 3 แบบ คือ Personal brand,Product brand,Business brand การวางรูปลักษณ์ สัญลักษณ์รูปเขาควายรวมถึง การให้บุคลิกของวงเป็นนักสู้ และภาพลักษณ์รวมของวงนั้น ชัดเจน และแทบไม่เคยหลุดโทน จวบจน  35 ปีที่ผ่านมา ความเป็นแบรนด์ที่ครบมุม มิติของคาราบาว นั้นสร้างแฟนเพลงให้เข้าใจตัวตนของเขา

และยอมรับในเป้าหมายของการทำงาน รวมถึง สิ่งที่เป็นตัวตนเขาได้อย่างยาวนาน

Brand Image ต้องการภาพจำ ที่ทำให้คนรู้สึกว่า นี่คือ สิ่งที่แตกต่างจากสินค้าแบบเดียวกันอย่างชัดเจน

ในส่วน Component อื่นๆเด่วมาเล่าให้ฟังคราวต่อไปนะครับ

คิดว่าอาจจะเอาไปสอนใน BrandingdIY รอบวันที่12 มีค ใครสนใจ

ตามไปฟังกันนะครับ #brandingDIY

http://brandingdiythailand.com/courses#workshop

==============================

ชื่อแบรนด์ คือองค์ประกอบแรกที่ต้องคิดให้เยอะ

Tags

, , , ,

12 componentsbrand.001.jpeg

#ในบรรดาองค์ประกอบของเรื่องแบรนด์ 12 อย่าง
ข้อที่ผมให้ความสำคัญอย่างมากก็คือชื่อแบรนด์
ชื่อแบรนด์ คือหน้าต่างบานแรก
ชื่อบ่งบอกทุกอย่าง
ตั้งแต่ ความหมาย เสียงที่เปล่ง
เมื่อลูกค้าได้ยิน เกิดปฏิกริยาแบบไหน
และชื่อบางชื่อ สามารถกำหนดอารมณ์ความรู้สึกลูกค้าได้เลย
จะให้รักหรือเกลียด สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ชื่อแบรนด์

หลักๆที่เอาไว้ คิดตอนตั้งชื่อสำหรับผมมีดังนี้

1.ต้องความหมายคือหมายความว่า มันมีเรื่องราวซ่อนอยู่ จะดีมาก
2.จำง่าย ชื่อ หนึ่งถึงสามพยางค์ เลยเป็นอะไรที่คนคิดชื่อแบรนด์มักจะคิดมากที่สุด
3.อยากเรียกอีกเรื่อยๆ ชื่อแบรนด์อย่าง โคคาโคล่า ไนกี้ แอปเปิ้ล โฟลค์ เราจะรู้สึกไม่ติดลบกับชื่อเหล่านี้เลย
ดังนั้น เวลาตั้งชื่อให้ลองคิดถึงเสียงที่ออก รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อชื่อนั้นๆว่าเราโอเคมั้ยเวลาเรียก
4.ไม่สร้างความสับสนในประเภทสินค้า ควรระมัดระวังเรื่องการมีประเภทสินค้าอื่นอยู่ในชื่อแบรนด์เราเช่น มีคำว่าเห็ดสดในชื่อแบรนด์ทั้งที่ขายกาแฟ  อย่างนี้งงเอาเรื่อง!!!! (มันเคยมีจริงๆนะครับ)
5.ไม่ส่อไปในทางลบหรือผิดกฏหมาย แน่นอน ถ้าชื่อมันมีความส่อไม่ดี คุณต้องเปลี่ยนทันทีเลยล่ะ
6.เป็นชื่อที่จะไม่เชยในอีกห้าปีอย่างน้อย อันนี้อาจจะพุดยาก แต่ง่ายๆคือ อะไรที่มันฮิตมากๆตอนนี้ ให้คุณระวังไว้ว่ามันอาจจะกลายเป็นเชยมากๆในปีต่อไป
7.เราสามารถเอาชื่อมาจดโดเมนได้ เชคโดเมนเนมก่อนเลยว่าชื่อนี่จด .com ได้หรือไม่

ในส่วน Component อื่นๆเด่วมาเล่าให้ฟังคราวต่อไปนะครับ
คิดว่าอาจจะเอาไปสอนใน BrandingdIY รอบวันที่12 มีค ใครสนใจ
ตามไปฟังกันนะครับ #brandingDIY
http://brandingdiythailand.com/courses#workshop
==============================

Smart city แบบสิงคโปร์ ที่เมืองไทยต้องศึกษา

Tags

, , , , ,

เมื่อสิงคโปร์กำลังจะพัฒนาเมืองไปสู่ Smart city

สำหรับเมืองเล็กๆแต่ติดอันดับรำ่รวยต้นๆของโลกอย่าง #Singapore

เขาบอกว่าคำอย่าง Smart city ไม่ใช่แค่เพียงคำสวยๆ

หรือการทำการตลาดเท่ๆ แต่มันมีความหมายที่มากกว่านั้น

1.ทำไมการเป็น Smart city จึงสำคัญ

การเป็น Smart city มีสิ่งที่ก้าวไปพร้อมกับ เทคโนโลยี่

นั่นก็คือการยกระดับธุรกิจและผู้คนทที่จะต้องพร้อมกับอนาคต

ที่มีมากกว่าแค่ความสามารถ แต่ยังรวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์

และการสร้างทำสิ่งใหม่ๆ ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกเก่าได้

ชีวิตดีขึ้น สะดวกขึ้น งานที่ดีขึ้น สังคมลดเรื่องความเสืยงในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ

มีความมั่นคงในเรื่องสถานะภาพ ความเป็นเมืองที่อำนวยต่อคน

โปรเจคนี้ ใช้เวลาในการสร้าง 10-20 ปี เพื่อลดความเสี่ยง

ของงานที่อาจจะหายไปกับอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ

เป้าประสงค์แรกของสิงคโปร์ ก็เพื่อให้เกิดเรื่องของการจ้างงานต่อคนในประเทศ

รวมไปถงคุณภาพชีวิต และสังคมที่ยกระดับ

2.คุณค่าต่อผู้คนในการวางแผนเมือง

Dr vivian มีความเชื่อว่า ผู้คนในยุคต่อไปมีความต้องการที่จะมีตัวตนทางสังคมมากขึ้น

และเขาก็มีความเชื่อว่า เทคโนโลยี่ไม่ว่าจะเป็น Skype youtube facebook หรืออื่นๆ

ได้เปลี่ยนแปลงผู้คนไปแล้วทั่วโลก และในความเป็นจริง เทคโนโลยี่เหล่านี้ก็ได้เปลี่ยนโลก

และความคิดของผู้คนอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่เขาต้องการทำในระดับพื้นฐานสำคัญก็คือ พัฒนาระบบการเดินทางขนาดใหญ่ เพื่อลดเวลาในการเดินทาง และให้บริการ ไวไฟ ฟรีในที่สาธารณะเพื่อเพิ่มการเชื่อมโยงและสร้างสมรรถนะ

ของการใช้ประโยชน์จากโลกอินเตอร์เนต เพราะเขาเชื่อว่าคนสิงคโปร์จะได้ประโยชน์

และเข้าถึงข้อมูลที่มีประโยชน์ได้มากกว่า

3.Smart Healthcare ที่ให้บริการอย่างปลอดภัย

สิ่งสำคัญของเขา มี 3 ข้อคือ ทำให้ ถูกกว่า เข้าถึงง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า สิ่งที่ปลอดภัยมากกว่า

ไม่ใช่แค่ในโรงพยาบาล แต่ยังหมายไปถึงบ้าน คุณหมอสามารถให้คำปรึกษาได้รวดเร็วเข้าถึง

การตรวจวัดร่างกายหรือ นำ้ตาลในเลือดสามารถมีเครื่องตรวจได้เลย

ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างง่าย โดยสามารถทำได้ที่บ้านตัวเอง

โดยที่คุณสามารถบอกตัวตนของคุณได้โดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาสวมรอยคุณ

(เพราะปรกติ Medical record นั้นถือเป็นความลับของแต่ละบุคคล) โดยมีระบบ

Sync pass ที่จะรักษาตัวตนของคุณ โดยที่เราจะมีระบบป้องกันข้อมูลนี้

ดร. วิเวียนพูดว่า เรื่องนี้เหมือนเหรียญสองด้านที่อาจจะทำไม่ได้เลยถ้าระบบ ป้องกันภัยไม่เจ๋งพอ

4.กฏของ มัวร์ จะทำต้นทุนทุกอย่างถูกลงในการสร้าง Smart city

ด้วยกฏเกณฑ์ของอุตสาหกรรมแบบ Digital นั้น ในทุกๆ 18 เดือนบ่งบอกถึง

การเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงราคาก็เช่นกัน เขาเชื่อว่า ในอนาคต

สิ่งที่ยังทำไม่ได้หลายอย่างในตอนนี้ด้วยปัจจัยเรื่องของราคา อาจะไม่ใช่

ในอีก 18 เดือนข้างหน้า และนั่นคือสิ่งที่เขาจะต้องเตรียมเสียแต่วันนี้

(สมเป็นชาติแห่งการวางแผนเสียจริงๆ) และในมุมของการลงทุน

แบบ public investment หรือการลทุนแบบสาธารณะ 18 เดือนไม่ใช่เรื่อง

ที่ยาวนานเลย

5.เมืองที่รถยนต์ที่ไม่มีคนขับ

เขาเชื่อว่า ณ ปัจจุบัน หลายบริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยี่ เกี่ยวกับรถยนต์วิ่งได้เอง

ปัจจัยสำคัญก็คือ นโยบายของการเกื้อหนุนต่อการใช้รถยนต์แบบนี้ การประกันภัยรถ

กฏหมายต่างๆที่รับผิดชอบต่อเรื่องนี้ บริษัทร่วมทุน เราไม่จำเป็นสร้างรถด้วยตนเอง

แต่เราจะเป็นประเทศที่เป็นต้นแบบในการใช้พาหนะแบบนี้ที่สวยงามที่สุดในโลก

และเป็นการยกระดับเมือง เขาเชื่อว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้จริง

และสามารถพัฒนาให้เป็นระบบขนส่งสาธาณะ (บ้านเราแทกซี่จะทำไงวะ!!!)

6.การเชื่อมโยง Smart city

เขาไม่เชื่อว่า การเป็นเมืองแบบ Smart city จะถูกแยกออกไป เขาเชื่อว่า

นี่คือส่วนหนึ่งของการเป็น Partner ของทั้งโลก เมื่อสิ่งที่น่าสนใจที่เราฝันไว้เกิดขึ้น

เราพัฒนา เราทดสอบ เราปรับปรุง เราสร้างสิ่งประดิษฐต้นแบบ ทั้งหมดที่ว่ามา เราต้องการ

network ทั้งสิ้น ที่จะเชื่อโยง Smart city กับ ความรู้ ทุกอย่างจะถูกเชื่องโยงกัน

ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การเปลี่ยนถ่ายสู่สิ่งที่ดีกว่า ไปทั่วโลก

และสิ่งที่สำคัญ เขาก็เชื่อว่าเมืองเล็กๆอย่างสิงคโปร์นั้น จะไม่ได้อยู่อย่างเดียวดาย

แต่จะติดต่อกับคนทั้งโลกsmartcity.jpg

วิดีโอที่เล่าเรื่องจากปาก ดร.วิเวียน

http://www.hitachi.co.th/eng/social-innovation/startupmycity/building_a_citizen.html?WT.mc_id=16ThEnAs-taboolaStartUpMyCityBuild

เมืองไทยเราได้บรรจุ เรื่องของ Smart city อยู่ในโครงการที่ชื่อ eec หรือการพัฒนาเขตเศรษฐกิจให้เป็นเมืองใหม่ในอีก 15 ปีข้างหน้าโดยรัฐบาลเป็นผู้ลงทุนมากกว่า 1.5 ล้านล้านบาท

http://www.ieat.go.th/assets/uploads/attachment/file/20160708160444903104049.pdf

และนี่เป็นบางส่วนจาก Smartcity ของบ้านเรา

http://www.sipa.or.th/th/article/phuket-smart-city-first-step-thailand-40

เอิ่ม มองดูแล้ว มันคงต้องทำอะไรอีกหลายอย่างเลย สำหรับคำว่า thailand 4.0

ธุรกิจที่ยั่งยืน ต้องสามารถเริ่มต้นเองได้ตั้งแต่ศูนย์

Tags

, , , ,

starttosmart

สิ่งหนึ่งที่จะเป็นปัญหาของกิจการใหม่ๆ หรือ Startup,SME เมืองไทยก็คือ

ธุรกิจที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยตัวเองตั้งแต่ R&D

หมายความว่า เป็นส่วนที่ต้องไปพึ่งพาการเร่ิมต้นของคนอื่น

แล้วตัวเองก็ค่อยเอามาทำการตลาด

.

ทำให้ความหลากหลายและความคิดสร้างสรรค์ที่ควรจะเกิดจากตัวสินค้าทำได้ไม่มาก

รวมถึงการที่ต้องสูญเสียความเป็น originality ของสินค้าไป

.

สิ่งที่จะเป็นสิ่งที่สำคัญของการเดินแต้มต่อนั้น

อยู่ที่การเร่ิมต้นของการสร้าง innovative สินค้า

.

หมายความว่า ถ้าธุรกิจ เริ่มจาก 0 ถึง 10

.

0-1 คือ เรื่องเทคโนโลยี่การผลิต ต้นทางที่สำคัญที่สุด

แต่ต้นทาง เรายังต้องพึ่งเขา

เราก็โตยากแต่เวลาต่อๆไป

.

ผมเองได้มีโอกาสมาพูด Workshop และ มาแชร์เรื่องแบรนด์

ซึ่งก็เป็นส่วนที่อยู่ในลำดับกลางๆแล้ว

แต่มันมีส่วนนึงที่สำคัญก่อนจะเริ่มสร้างแบรนด์ก็คือ

.

ทำไมคุณถึงเลือกทำธุรกิจนี้

มันให้ประโยชน์ยังไง หรือถ้ามันทำเงินได้เยอะอย่างเดียว

คุณแน่ใจแล้วหรอ ว่ามันจะให้คุณได้เยอะแบบนี้จริงๆ

แล้ววันนึงถ้ามันไม่ให้เยอะอีกแล้ว คุณจะยังทำมันอีกมั้ย

สมมุติว่า โลกธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงในอีกสองปี

.

แต่ถ้าคุณสามารถหาคำตอบเหล่านี้ได้

ว่าคุณค่าของสิ่งที่คุณทำนั้น มันมีอยู่จริง

เพราะมันคือสิ่งที่มนุษย์ต้องได้พึ่งพา

ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้

ยิ่งทรงคุณค่ามาก ยิ่งแข็งแรงมาก

นั่นคือ คุณกำลังค้นพบการเป็นอยู่ของแบรนด์คุณ

ที่มันกำลังแสดงให้เห็นว่ามันจะอยู่ได้ยาวนาน

และสิ่งนี้คือต้นทางของธุรกิจ

============

เมื่อคุณค่ามา ธุรกิจจึงเกิด

และคุณค่าจะเดินหาช่องทางการซื้อขาย

ด้วยวิธีทางทางการตลาด

ไม่ว่า ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดอะไรขึ้น

===========

#starttosmart

ไม่เคยมีคำว่าดีที่สุด มีแต่คำว่าดีกว่าในโลกธุรกิจ

Tags

, , , , ,

better one word.001.jpeg

เรื่องต่อไปนี้ เป็นเรื่องสมมุติ

ในวันนึงที่ผมได้ ซื้อรองเท้าวิ่งรุ่นที่ใหม่ที่สุด

แต่เนื่องจากว่ายังไม่มีโอกาสได้วิ่งมากนัก

ทำให้ก็ยังไม่มีโอกาสได้ใส่

จากวันนั้น ผ่านมาเกือบแปดเดือน

ผมก็ได้มีโอกาสมีเวลาเหมาะๆ

ผมหยิบรองเท้าที่ใหม่ล่าสุดของผมออกมา

ด้วยเทคโนโลยี่ที่รองเท้ารุ่นนี้บอกไว้

ว่าสามารถเกาะพื้นได้ดีและเบา

ทันทีที่ผมมาถึงสนามวิ่ง

รองเท้าที่ผมคิดว่าใหม่มากๆสำหรับผม

กลายเป็นรองเท้าที่เชยไปทันที เมื่อเทียบกับเพื่อนนักวิ่งคนอื่น

==================

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกกับคุณทุกคนว่า

ในบางครั้ง เราเคยมั่นใจในสิ่งที่เรามี ว่าดีที่สุด

แต่เพียงแค่เวลาผ่านไป มันก็เปลี่ยนไปเสียแล้ว

สิ่งที่เคยดีที่สุด ต่างมีเวลาเป็นปัจจัย

ตัวอย่างที่ โหดสุด ก็คือ โนเกีย

สิ่งที่โนเกีย ล้มเหลว ก็คือ

การยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ

โดยไม่ได้ลงไปดูกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ว่าเวลาที่ผ่าน คู่แข่งและเทคโนโลยี่

ได้วิ่งไปรวดเร็วแค่ไหน

เพราะลูกค้านั่น ต้องการแต่สิ่งที่ดีกว่า

และใครที่ทำได้ดีกว่า

ก็คือผู้ชนะ

เพราะจริงๆแล้ว ไม่เคยมีสิ่งที่ดีที่สุด

ต่อให้วันนี้คุณบอกว่าคุณดีที่สุด

แต่ก็จะมีคนที่ดีกว่า เกิดขึ้นมาเสมอ

โปรดอย่าได้โปรด ยึดมั่นหรือเชื่อกับสิ่งใด

แม้นว่า วันนี้ สิ่งที่คุณมี มันอาจจะเคยเป็นจุดแข็ง

กับธุรกิจของคุณ แต่วันข้างหน้า ย่อมเปลี่ยนแปลง

เพราะการแข่งขัน โดยเฉพาะเวลา

ไม่เคยปราณีใคร #consistency

===========================

5 สิ่งที่พึงกระทำ

1.สร้างระบบการพัฒนาปรับปรุงในสินค้าและแบรนด์เสมอ

2.มีการทำตัวเป็นนักสืบกับคู่แข่งของคุณว่าทำอะไรกัน

3.ใส่ใจกับการแก้ปัญหาที่เล็กๆน้อย ในวันนี้ที่สินค้าหรือแบรนด์ยังทำไม่ได้

4.มองหาคนเก่ง หรือเทคนิคใหม่ๆเพื่อต่อยอด

5.ใช้ความรู้จากวงการอื่นมาเติมในวงการสินค้า หรืออุตสาหกรรของเรา

ปรากฏการณ์หน้ากากร้องเพลง The mask singer

Tags

,

C3qlE_BUYAAv_Yb.jpg

ปรากฏการณ์ The mask singer ที่เรตติ้งแซงช่องละคร

แสดงให้เห็นความน่าสนใจบางอย่าง

1.คนเริ่มให้ความสนใจกับการแข่งขันที่ให้ความสนุก เพราะเกิดอาการลุ้น

และคาดเดาไม่ได้

2.รายการเอารูปแบบมาจากรายการเกาหลี ซึ่ง อาศัยการดัดแปลงมาจาก

ที่มีส่วนผสมของหลายๆรูปแบบที่คนมีให้ความนิยมจากกระแสโลก

จาก The voice ที่มีช่วง Blind Audition ที่ให้หันหลัง ถูก

ดัดแปลงมาเป็น ใส่หน้ากาก และนำวิธีการ battle ของ The voice มาใช้เป็นกลไกหลัก

แล้วเพิ่ม commentator ให้มากขึ้น หลากหลายขึ้น

3.การวางบุคลิกของ หน้ากากที่เข้าประกวด โดยเน้นตั้งแต่ บทโต้ตอบกับ เหล่า กรรมการทั้งหลาย

รวมไปถึงลูกล่อลูกชนแบบรายการตลกอย่างมีชั้นเชิง

4.การเลือกนักแสดงที่เป็นหน้ากากต่างๆ ทำได้ดี น่าสนใจ เป็นจุดที่สำคัญที่สุดให้คนเกิดอาการเดา

มาดูกันต่อไป Workpoint จะสร้างรายการที่เป็น Top rating ได้อีกหรือไม่

maxresdefault-2

ตั้งชื่อแบรนด์ให้ดีจะมีชัยไปกว่าครึ่ง

Tags

, , , ,

brandname2.001.jpeg

  1. ชื่อ 1-2 พยางค์ ดีที่สุด เพราะมันเรียกง่าย (Facebook,twitter,google)
  2. เป็นชื่อที่บ่งบอกประเภทสินค้าได้ หรือ ลักษณะแบรนด์ได้ จะดีมาก (BurgerKing)
  3. ถ้าไม่ได้ ให้หาชื่อของจุดเด่นแบรนด์มาตั้งเช่น (Grab,Lego หรือ
  4. การตั้งชื่อ มันมียุคสมัยของการใช้คำและภาษา ยิ่งเป็นแบรนด์แฟชั่น จำเป็นต้องคิดให้ดี (หลายๆแบรนด์ปรับชื่อให้เข้ากับสมัยมากขึ้น เช่น Samsung และ โดยเฉพาะ Personal brand ทั้งหลาย)
  5. ถ้าแบรนด์ขายต่างประเทศ กรุณาเชคความหมายในแต่ละประเทศด้วย ว่าอัปมงคงในบ้านเมืองเขาหรือไม่ (หลายแบรนด์ไทยต้องมาแก้ใหม่เพราะออกเสียงเป็นคำสบทหรือคำหยาบ)
  6. การเอานามสกุล เมืองเกิด สถานที่ที่ประทับใจ เป็นเรื่องดี แต่อย่าให้สับสนกับชื่อเมืองที่มีอยู่แล้วละกัน (Cisco มาจากชื่อย่อของเมือง Sanfrancisco)
  7. หลายๆคนชอบไปเอาภาษาต่างประเทศมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ ก็เป็นไอเดียที่ใช้กัน ยิ่งถ้ามีความหมายความนัยก็ยิ่งดูเก๋ ดูน่าสนใจมากขึ้น(เช่น Nike มาจากภาษละติน)
  8. บางคนชอบผสมคำใหม่ๆ สร้างคำใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ และทำให้เกิดการเรียกชื่อแบรนด์นั้นๆเป็นชื่อเฉพาะ (Starbucks)
  9. คำย่อกลายเป็นชื่อแบรนด์ก็มีเยอะ (Cnn,HBO,)
  10. ถ้ามีสินค้าแบรนด์เยอะ หรือ Sub brand การทำแบบมีนามสกุลเดียวกัน อย่าง the voice เช่น บอยเดอะว้อยส์ ตี๋ เดอะว้อยส์ (คือทุกคนเดอะว้อยส์ทั้งสิ้น)เป็นการสร้างทั้ง แบรนด์สินค้าและแบรนด์องค์กรให้เกิดชื่อเสียงในเวลาเดียวกัน

การตั้งชื่อแบรนด์จึงมีความสำคัญ คนจะอยากเรียกไม่อยากเรียกก็ตรงชื่อนี่แหล่ะ จำได้ไม่ได้ก็จากชื่อ จะให้ความรู้สึกศรัทธา รู้สึกรัก รู้สึกตลก รู้สึกน่ารัก น่าเกรงขาม หรือรู้สึกขยะแขยง เริ่มต้นจากชื่อทั้งสิ้น

ใช้เวลากับการตั้งชื่อสักนิด ถ้าคิดไม่ออกก็ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ (ไม่ต้องพระก็ได้นะ)